เสียงจาก‘เรือแป๊ะ’ ในมรสุม‘หนักหน่วง’ ปรับทิศทาง-เป้าหมาย?!

15.03.20 | 12:00 น.

โชว์รอยปริ ความไม่ลงรอย ออกมาในระดับที่ทำให้กองเชียร์กองอวย อดมองหน้ากันไม่ได้
เมื่อมีเสียงเล็ดลอดออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ทบทวนมติเข้าร่วมรัฐบาลของพรรค พูดง่ายๆ ว่าเสนอถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ยุติการพายเรือให้โจรนั่ง หลังจากมีข่าวหน้ากาก 200 ล้านชิ้นพร้อมขาย เชื่อมโยงถึงคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ
นักข่าวถามนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบเร็วๆ ระหว่างนายกฯเดินจ้ำอ้าวๆ จะไปประชุม ครม.   เมื่อวันอังคาร 10 มีนาคม ได้รับคำตอบแบบเร็วๆ สวนกลับมาว่า ก็ถอนไปสิ
ทำเอาการเมืองสั่นไหว ก่อนที่ในตอนบ่าย พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาขอโทษ บอกว่า ตอบเร็วไปหน่อย สื่อถามเร็วก็ตอบเร็ว
ก่อนขยายความว่า แต่คำตอบตนคือทั้งหมดเป็นเรื่องของมติพรรค และหัวหน้าพรรค ดังนั้น การพูดอะไรตนไม่ตอบโต้และให้สิทธิหัวหน้าพรรคไปจัดการ ซึ่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค รับไปดำเนินการแล้ว ให้เป็นเรื่องกลไกทางการเมือง นายกฯคงไม่ไปเกี่ยวข้อง เมื่อเช้าตอนถามตอบเร็วจึงขอโทษด้วย
ทำให้อุณหภูมิลดลงไป ประกอบกับเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วในเรื่องบุคลิกของนายกฯ ประยุทธ์

ส่วนประชาธิปัตย์เอง ภายในพรรคมีปัญหาแตกเป็นหลายขั้ว ทั้งด้วยปัญหาภายใน และถูกแทรกแซงจากภายนอกพรรค
ด้วยจำนวน ส.ส.ที่มากเป็นอันดับ 2 ในพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ถูกมองอย่างหวาดระแวง ก่อนจะตามมาด้วยการแยกสลาย
จนล่าสุด พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาลไปแล้ว เบียด ปชป.ไปเป็นอันดับ 3
แต่สถานการณ์ในพรรคยังกรุ่นๆ แม้ ส.ส.จะลดลง แต่ระดับขุนพลยังชุมนุมกันอยู่ในระดับที่เป็นข่าวได้เกือบทุกวัน
มีทั้งกลุ่มของอดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยังฝังตัวอยู่ในพรรค มักออกมาโชว์หลักการ แสดงความเห็นทางการเมืองในเรื่องต่างๆ
ยังมีกลุ่ม กปปส.เก่า ที่ลงสมัครในสังกัดเดิม มีจังหวะเขย่า ก็จะได้เห็นบทบาทกันทันที
ส่วนหนึ่งออกไปแล้ว อย่างกลุ่มของ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรค ตั้งชื่อพรรคอย่างท้าทายว่า “กล้า”
หรือลาออกจาก ส.ส.และพรรค ไปรับหน้าที่ “กุนซือ” หรือที่ปรึกษานายกฯ อย่าง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตแคนดิเดตหัวหน้าพรรคที่พ่ายแพ้ต่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560
หลังจากฝุ่นควันที่ตลบอบอวลในการลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ 5 รมต.เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา 24 ส.ส.ปชป. ที่ลงมติไว้วางใจรัฐบาล ได้ประชุมร่วมกัน มี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรค และประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม
จากนั้น นายชินวรณ์แถลงว่า ยังไม่มีการทบทวนมติพรรคในเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนที่กล่าวกันว่า   “พายเรือให้โจรนั่ง” นายชินวรณ์กล่าวว่า ไม่อยากตอบคำถามนี้ เพราะเป็นเพียงแค่วาทกรรม
สรุปว่า ปชป. จะพายเรือแป๊ะให้ “บิ๊กตู่” นั่งต่อไป

การงัดวาทกรรมไม่พายเรือให้โจรของสมาชิก ปชป. เฉพาะหน้า คงเป็นการชิงคะแนนกับกระแสสังคม เมื่อมีข่าวฉาวโฉ่ออกจากรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่าง “ขาลง”
แต่เป็นการชิงคะแนน ที่มีผลเขย่าทั้งรัฐบาล และฝ่ายกุมอำนาจในพรรค ปชป.ไปพร้อมๆ กัน
ทำให้เห็นว่า ปชป.ไม่ได้ 100% กับการร่วมรัฐบาล
กรณีในพรรค ปชป. เป็นสัญญาณเตือนแกนนำรัฐบาลว่า การเมืองในห้วงเวลา “ขาลง” เป็นเรื่องที่ต้องระแวดระวังกันและประมาทไม่ได้
การตอบโต้จากพรรคเล็กที่รวมตัวกันมาแถลงไล่ ปชป.ให้ออกจากรัฐบาล ยืนยันถึงการเมืองภายในพรรคร่วมที่ไม่มีใครยอมใคร
เป็นการท้าทายให้ ปชป.ถอนสมอ ผลก็อย่างที่รู้ว่า เป็นแนวคิดของบางส่วนในพรรคเท่านั้น
24 เสียงยังพร้อมนั่งประจำที่ฝีพาย ออกแรงพาเรือแป๊ะฝ่ามรสุมต่อไป
ในความเป็นจริง แม้ ปชป.จะสละเรือแป๊ะ ยกโขยงออกจากรัฐบาล ก็ยากที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เพราะการโหวต การลงมติเลือกนายกรัฐมนรตรี ชี้ขาดโดย 250 เสียงของ ส.ว. ในสภาสูง ที่ คสช.ตั้งมากับมือ
ภายใต้การล็อกตายของบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเรื่องยากที่คิดจะเปลี่ยนแปลง
ความเปลี่ยนแปลงที่จะมีได้ คือ “ไมเนอร์เชนจ์” อาจจะปรับ ครม. ทาสีขัดสนิม แปะรอยปริร้าว ให้ดูดีขึ้น    แต่ในทางปฏิบัติ คงยากจะสร้างความแตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน
เว้นแต่จะได้ “มือดี” ตัวจริงเข้ามาช่วยกู้วิกฤต ที่สารพัดปัญหารุมเร้าประเทศ โดยเฉพาะการเข้าโจมตีของ   โควิด-19 ทำเอาหุ้นรูดแบบวายป่วง ธุรกิจการค้า การบิน เสียหายย่อยยับ
และในทางการเมือง วิกฤตทั้งหลาย กำลังทำหน้าที่ ชี้วัด “ศักยภาพ” ของรัฐบาล เบื้องหน้าโจทย์ปัญหาที่ยุ่งยากและยุ่งเหยิงซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

เอกภาพในพรรครัฐบาล จะยังหลวมๆ มีการลงไม้ลงมือไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนขบวนไปอย่างฝืด ท่ามกลางปัญหาต่างๆ
ส่วนพลังในฝั่งตรงข้ามรัฐบาล ได้แก่ พรรคฝ่ายค้าน ถือว่าแผ่วไปจากหลังเลือกตั้ง
การยุบอนาคตใหม่ แม้มีพรรคก้าวไกลที่จดทะเบียนใหม่มารองรับ แต่จะเหลือ ส.ส.มาถึงพรรคใหม่ ยังสงสัย
จาก 80 ส.ส.ในช่วงเริ่มต้น สิ้นสภาพไปในฐานะกรรมการบริหารพรรค พร้อมกับการยุบพรรค 11 คน ถูกช้อนไปจำนวนหนึ่ง ที่คาดหมายว่าจะเหลือไปเข้าก้าวไกล 55 คน เอาเข้าจริงก็ยังไม่แน่
เกมในสภา โดนล็อกด้วยรัฐธรรมนูญ แต่นอกสภา แฟลชม็อบกำลังผุดตรงนั้นตรงนี้
เป็นพลังของนักเรียน นักศึกษา คนหนุ่มสาว ที่เฝ้าดูผู้อาวุโสเล่นการเมือง จนบ้านเมืองดำดิ่ง
ระบอบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเฉพาะ นับวันยิ่งไม่เป็นที่เชื่อถือศรัทธา
พลังต่างๆ ในสังคม กำลังพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
บทเฉพาะกาลกำหนด 5 ปี ตอนนี้เหลือ 4 ปีแล้ว
รัฐบาลที่เกาะกันหลวมๆ จะเลือกยืนจุดไหนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีผลอย่างมากต่อการเมืองไทยในเวลา 4 ปีที่เหลืออยู่

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน