เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สันติธาร เสถียรไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยข้อความระบุว่า
ทำไม ‘Fed แจกยาชุดใหญ่’ แล้ว ตลาดทั่วโลกอาการแย่ลง
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาธนาคารกลางอเมริกาหรือ Fed เดินนำธนาคารกลางเจ้าใหญ่ทั่วโลกแจก ‘ยาเศรษฐกิจชุดใหญ่’ หวังสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจโลกจะไปรอด
1. Fed ลดดอกเบี้ยรวดเดียวเหลือ 0% จากระดับ 1.00-1.25% สู่ระดับ 0.00-0.25%
2. มีการเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยเฉพาะในตลาด bond ทั้งหลาย
3. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับธนาคารพาณิชย์ลง 1.25% สู่ระดับ 0.25% และขยายอายุเงินกู้เป็นเวลา 90 วัน ผลักดันให้ธนาคารปล่อยกู้ช่วยธุรกิจและครัวเรือน
4. มีปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารจำนวนหลายพันแห่งสู่ระดับ 0% เพื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะได้ไม่เอาเงินจาก QE มานั่งฝาก Fed กินดอกเบี้ยฟรีไม่ปล่อยกู้
5. ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกลางอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ในการเพิ่มสภาพคล่องของดอลลาร์ทั่วโลกผ่านทางข้อตกลง swap ระหว่างธนาคารกลางดังกล่าว เพื่อให้เงินดอลลาร์ไม่ขาดตลาดในโลก
6. ยังมีเปิดประตูสำหรับ ‘การจัดยา’ เพิ่มในอนาคตอีกว่า พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ (แต่ขอให้คลังทำมากขึ้นหน่อยนะ)
(เครดิต: ขอขอบคุณ เพจ ถามอีก กับอิก ที่สรุปได้ดีมากครับ)
แต่ทำไมตลาดการเงินทั่วโลกมันเหมือนได้ยาผิดตัว อย่าว่าแต่หุ้นเลย แม้แต่ทอง บิทคอยน์ ร่วงแหลกกันเป็นประวัติการณ์ ที่มีขึ้นคือ เงิน USD และ JPY เป็นอาการคนตกใจและวิ่งเข้าหาเงินสด
ก่อนอื่นเราต้องถามว่าเศรษฐกิจ-การเงินโลกต้องการอะไร และทำไม ‘ยา’ที่ได้มันไม่ตรงประเด็นหรือไม่พอ
จากที่รวบรวมข้อคิดของนักวิเคราะห์มือเก๋าทั่วโลกเช่น Ray Dalio และ Mohamed El-Erian เป็นต้น ผมมองว่าเศรษฐกิจ-ตลาดการเงินโลกต้องการยา 3 ชุด 1. นโยบายการเงินที่ใช่ 2. นโยบายการคลังที่ใช่ และสำคัญที่สุดคือ 3. การหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19
หากดูเศรษฐกิจหลักๆ ในโลก โดยเฉพาะด้านตะวันตก คือ อเมริกาและยุโรปสรุปสั้นๆ คือ ข้อ 1 ถือว่าพอใช้ได้ ข้อ 2 ยังไม่พอ ข้อ 3.OMG!
ข้อ 1 นโยบายการเงินที่ใช่ สิ่งที่เราต้องการคือ ถูกขนาด ถูกเป้าหมาย ถูกเวลา
ด้านขนาด Fed และธนาคารกลางต่างๆ ถือว่าจัดมาชุดใหญ่ทีเดียว
ด้านถูกเป้าหมาย ก็ถือว่ายิงโดนบางเป้าเช่น เพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรต่างๆ แต่นักลงทุนอาจอยากเห็นทำอะไรที่ช่วยตลาดหุ้นกู้ (Corporate bonds) มากกว่านี้ โดยเฉพาะพวกที่เครดิตเรทติ้งไม่สูง เพราะการที่ราคาน้ำมันตกหนักขนาดนี้อาจทำให้หลายเจ้าต้องผิดนัดจ่ายคืนไม่ได้
แต่ที่คนห่วงคือ Fed ลดดอกเบี้ยแบบจัดเต็มเช่นนี้เร็วไปหรือไม่ ถ้าลดเหลือศูนย์แล้วต่อไปเศรษฐกิจล้มอีกจะหมดมุขหรือเปล่า? ลดดอกเบี้ยให้ติดลบมันจะได้ผลเหรอ บางคนถึงขึ้นตีความว่าหรือ Fed เขาเองก็ตื่นตระหนกเพราะรู้อะไรที่เราไม่รู้ถึงรีบยิงกระสุนขนาดนี้
ข้อ 2 นโยบายการคลัง (รัฐบาลอัดฉีดเงินและลดภาษี) ที่ใช่ ที่เราต้องการคือ ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกเป้าหมาย
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองตรงกันว่าตรงนี้อเมริกาทำช้าไป ยังทำไม่พอและไม่ตรงเป้า ส่วนยุโรปเองก็ไม่พอและอาจช้าไปเช่นกัน
ผมขอไม่ลงรายละเอียดตรงนี้แต่ประเด็นคือ ในอเมริกาพวกกระสุนที่ตรงเป้าเช่น อัดเงินด้านทางสาธารณสุขและช่วยเหลือ SME นั้นยังขนาดเล็กเกินไป ส่วนมาตรการปืนใหญ่ที่พิจารณากันอยู่เช่น การลด Payroll tax อาจไม่เกิดเพราะเสียงในสภาแตกกัน
ในยุโรปเองแม้จะตื่นตัวเรื่องการคลังขึ้นบ้าง (โดยเฉพาะเยอรมนี) แต่ละประเทศยังดูต่างคนต่างทำมากกว่าร่วมมือกันในระดับสหภาพอียู
สรุป ในอเมริกาและยุโรปนโยบายการเงินที่ออกมาอาจพอช่วยลดความเสี่ยงที่ภาคการเงินจะล้มเป็นอัมพาตได้ แต่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยเท่าไรต้องพึ่งนโยบายการคลังซึ่งดูจะทำไม่พอ ไม่เหมือนทางจีนที่มีการประสานนโยบายการเงินการคลังได้มีประสิทธิภาพกว่า
ข้อ 3 ความสามารถในการเอาการแพร่ระบาดของไวรัสให้อยู่ ซึ่งผมมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเลยต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ประเด็นนี้มองเศรษฐกิจใหญ่ในโลกตะวันตกแล้วน่าเป็นห่วงมาก
การศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าต้องควบคุมให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะต้องกดเบรคเศรษฐกิจแรงหน่อย เพราะหากหลุดช่วงแรกไปการระบาดภายในประเทศแพร่หลาย นอกจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตแล้วยังอาจจะบังคับให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการควบคุม กักกัน เพิ่มระยะห่าง (Social Distancing) ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม เช่นปิดประเทศ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจตกต่ำกว่าถ้า ‘กินยาขม’ แต่แรกเสียอีก
กลายเป็น “ร้องไห้ทีหลังยิ่งดังกว่า”
ในเรื่องนี้โลกตะวันตกมีข้อจำกัดมากมาย หนึ่ง ความสามารถในการเข้าถึงการสาธารณสุขมีจำกัด โดยเฉพาะอเมริกาที่คนหลายคนไม่มีประกันและกลัวที่จะตรวจ ในอิตาลีตอนเหนือ ห้องฉุกเฉินไม่พอทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง เป็นต้น
สอง การควบคุมกำกับคนกลุ่มเสี่ยงเข้มข้นแบบที่จีนใช้ ก็ทำได้ยากด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง จะใช้วิธีตรวจสอบคนที่เสี่ยงติดเชื้อเป็นจำนวนมากแบบเกาหลีใต้ก็ดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้น สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่าอเมริกาตรวจสอบคนเสี่ยงติดเชื้อได้ไม่ถึง 1 ในสิบ ของเกาหลีใต้ทั้งที่ประชากรมากกว่ามาก
สาม ผู้นำบางประเทศยังไหวตัวช้าคิดว่านี่เป็นปัญหาของเอเชียเท่านั้น อยู่นาน และไม่ยอมรับปัญหาจนอาจจะสายเกินไป ทั้งยังขาดสภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหารงานยามวิกฤต
ทั้งหมดนี้ทำให้นักลงทุนกำลังตื่นกลัว ตลาดกำลังผันผวน ยากจะคาดเดาว่าจะไปทางไหนต่อ
แต่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายสิ่งที่เราทำได้คือตั้งสติและคอยประเมินว่าโลกจะได้ “ยา 3 ชุดนี้” เมื่อไร เพราะหากยังไม่ได้รับครบ 3 ตัว ความผันผวนเช่นนี้คงกลับมาเรื่อยๆ
ที่สำคัญไม่ใช่แต่โลกเท่านั้นที่ต้องการ “ยา3ชุด”นี้ เศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน ดังที่เคยเขียนไว้ในบทความ “3 วัคซีนแก้ป่วยเศรษฐกิจไทยโคม่าจากโควิด-19 ที่ต้องฉีดเดี๋ยวนี้”
สุดท้ายขอฝากว่าสำหรับทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเราไม่ได้เพียงแข่งกับไวรัสเท่านั้นแต่ต้องแข่งกับ “เวลา” ด้วย เพราะยา 3 ชุดนี้หากช้าไปผลจะอ่อนแรงลงเช่นกัน
จนจะถึงวันนั้นที่เราได้ยาครบ เข้มแข็งกันไว้นะครับ
ขอบคุณเฟซบุ๊ก : ดร.สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

