นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายรัฐ และผู้เกี่ยวข้องกำลังตามหาต้นทอผู้บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญว่า อาจเกิดจากการมองด้านเดียว โดยไม่ดูความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งต้องมีทั้งด้านบวก และด้านลบ
“อยากให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติมากเกิน จนลืมไปว่า เมื่อผ่านแล้ว บางเรื่องจะฉุดกันลงเหว ไม่ฟังเสียงนก เสียงกาที่ร้องทัก ทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติเหมือนกัน เรื่องผลประชามติ ความเห็นส่วนตัว จะด้วยวิธีการใด ชนะเห็นๆอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากให้รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน หรือไปจ้องบิดเบือน เขาเบื่อกันเต็มทน อยากเลือกตั้งแล้ว ต้องฟังเสียงเตือนบ้าง ไม่ต้องไปเสียเวลาไล่จับ แทนที่จะเอาเวลาหาพวก กลับไปผลักให้อีกฝ่ายเป็นศัตรู โดยไม่ฟังเสียงเตือนที่กังวลกันว่า ปม ส.ว.250 คน มาจากผู้มีอำนาจแต่งตั้งทั้งหมดให้มีอำนาจมากมายหลายหลาก จะเป็นพรรคการเมืองใหญ่พรรคที่สาม ไปฉุดรัฐบาลต่อไป ให้ลงลงเหวอย่างไร” นายนิคม กล่าว
เเละว่า ตนพูดอย่างนี้ ถูกด่าก็ไม่ว่า ตนรักชาติไม่น้อยไปกว่า คสช. อย่างไรก็ตาม ผู้มีอำนาจได้เป็นรัฐบาลต่อไปอยู่แล้ว อย่าไปกังวล ไปตามไล่จับใครเลย ท่านต้องทำให้คนชโยไปกับชัยชนะด้วย ไม่ใช่ทำแล้วคนมาแอบนินทาลับหลังว่าได้ชัยชนะมาแบบไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม
ขณะนี้ นายสมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) ว่า เรื่องนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. อย่าทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมมากไป ถ้าพูดถึงเรื่องทุน ใครจะมีทุนหนาเท่ากับรัฐบาลอีก เรื่องการเคลื่อนไหวไม่มีใครทำมากเท่ากับรัฐบาลแล้ว ถ้าไม่ทั่วถึง โทษใครไม่ได้นอกจากรัฐบาลเอง ปัญหาคือบรรยากาศไม่เอื้อให้เหมือนการทำประชามติทั่วไป มีแต่การจับผิด กลัวกันแต่ฝั่งตรงข้าม เท่าที่ตนสัมผัส ในพื้นที่ก็ดูเงียบๆ งุบงิบ ไม่มีใครอยากเสี่ยง การเผยแพร่ วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ตามสภากาแฟที่เคยตะโกนวิจารณ์การเมืองกันลั่น วันนี้ไม่มีใครกล้าแม้ปริปาก แล้วแบบนี้ จะให้สังคมคนเกี่ยวข้าว หรือคนกรีดยาง เข้าใจ หรือเข้าถึงเนื้อหารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ถ้าประชามติมีคนไม่เข้าใจ หรือมีคนออกไปใช้สิทธิน้อย เป็นเพราะบรรยากาศไม่เอื้อที่สร้างขึ้นมา ถ้ารัฐบาลไม่เปิดใจ เปิดพื้นที่ ก็โทษใครไม่ได้

