หน้าแรก การเมือง ลุยแก้ปัญหาล้...

ลุยแก้ปัญหาล้งจีนเมืองจันท์ งัดมาตรการ 3 ด้าน อุดช่องโหว่การค้าผลไม้ไทย-จีน ‘บิ๊กตู่’ สั่งเน้นสร้างความเข้มแข็งพ่อค้าไทย

9.07.16 | 20:49 น.
แฟ้มภาพ

ลุยแก้ปัญหาล้งจีนเมืองจันท์ งัดมาตรการหลัก 3 ด้าน อุดช่องโหว่การค้าผลไม้ไทย-จีน “บิ๊กตู่” เน้นสร้างความเข้มแข็งพ่อค้าไทย ให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งราคาและคุณภาพ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แก้ไขปัญหาการตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) ของผู้ประกอบการชาวต่างชาติในภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี หลังได้รับการร้องเรียนว่า พ่อค้าจีนเข้ามาตั้งล้งจำนวนมากส่งผลกระทบต่อพ่อค้าไทย โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการหลัก 3 ด้าน คือ จัดระเบียบทางการค้า ส่งเสริมการส่งออก การค้า และการนำเข้า และมาตรการอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว และมีความคืบหน้าหลายส่วน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจรับซื้อผลไม้โดยพ่อค้าต่างชาติและส่งออกไปขายต่างประเทศ ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ดังนั้น พ่อค้าต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจหรือตั้งล้งได้ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า แต่ไม่สามารถให้คนไทยถือหุ้นแทน หรือเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจได

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ภาครัฐได้ลงไปตรวจสอบใบอนุญาตทำงานและการเข้าเมืองของพ่อค้าจีน รวมทั้งใบอนุญาตจัดตั้งล้งที่ถูกต้อง โดยทั่วประเทศมีล้งที่ขึ้นทะเบียน 1,139 ราย เป็นล้งของคนต่างด้าว 5 ราย (จีน ญี่ปุ่น ดัช อินเดีย) และมีคนไทยเป็นนอมินี 95 ราย ในจำนวนนี้เป็นล้งใน จ.จันทบุรี 5 ราย และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ส่วนการเก็บภาษี กฎหมายกำหนดให้พ่อค้าจีนเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับพ่อค้าไทย จึงไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแก่งชาติ(คสช.) เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า เพื่อดูแลพ่อค้าไทย โดยการออกมาตรการจัดระเบียบและควบคุม ไม่ให้เกิดความเสียเปรียบคนต่างด้าว แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศเปิดกว้างมากขึ้น ทุกประเทศจำเป็นต้องผ่อนปรนเงื่อนไข เพื่อให้เกิดการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม

“สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการคือ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ล้งไทยและสร้างความน่าเชื่อถือแก่สินค้าไทย ทั้งในด้านราคาที่เหมาะสมและคุณภาพที่ดีเยี่ยม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปแนะนำเรื่องการวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ทดสอบตลาด ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ รับรองมาตรฐานแหล่งผลิต (GAP) โรงคัดบรรจุ (GMP) และจัดอบรมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขายแบบออนไลน์ไปยังตลาดทั่วโลก โยนายกฯ กำชับให้ กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาการออกใบอนุญาตนำเข้า (Import Licensing) และใบอนุญาตส่งออก (Export Licensing) เพื่อควบคุมปริมาณผลไม้ที่นำเข้าและส่งออก สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการไทยและจีน แต่ต้องไม่ขัดต่อหลักการและเงื่อนไขของ WTO และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและรักษาคุณภาพของสินค้า ส่งเสริมการรวมกลุ่มสหกรณ์ที่เข้มแข็งสร้างอำนาจการต่อรอง สนับสนุนแหล่งเงินทุน ให้ความรู้ และเชื่อมโยงตลาด เช่น ร่วมหุ้นธุรกิจกับรัฐวิสาหกิจหรือผู้ประกอบการในจีน และขยายตลาดส่งออกผลไม้สดและแปรรูปไปยังประเทศอื่น เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น ให้มากขึ้น” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว