การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างชะลอตัวลง จนแทบจะเรียกได้ว่าหยุดนิ่ง
การเมืองก็เช่นกัน การแพร่ระบาดของไวรัสทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองค่อยๆ จางหาย
แฟลชม็อบของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ร้อนแรงก่อนหน้านี้บัดนี้เงียบสงบ
พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ปกติต้องเคลื่อนไหวทางการเมือง
ณ บัดนี้ดูเหมือนว่าแต่ละพรรคกำลังรอดูสถานการณ์ เพราะหากเคลื่อนไหวมากอาจจะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง
ทุกคนจึงสดับฟังสถานการณ์การระบาดของโควิดที่กำลังคุกคามประเทศไทย
การแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้ถือว่าเป็นภาระอันหนักอึ้งของรัฐบาลภาระหนัก บิ๊กตู่ รักษา โควิด รักษา เชื่อมั่น‘รบ.’
แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามสกัดการระบาดอย่างหนัก แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ
เชื้อโควิดระบาดไปยังจังหวัดต่างๆ ในไทยแล้ว
จากข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม พบว่าไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 272 คน
แบ่งเป็น ผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในกรุงเทพฯ 213 คน
และผู้ป่วยที่อยู่ในต่างจังหวัดอีก 59 คน ประกอบด้วย สมุทรปราการ 12 คน เชียงใหม่ 7 คน ปัตตานี 6 คน ชลบุรี 5 คน ภูเก็ต 5 คน ยะลา 3 คน
นครราชสีมา นราธิวาส ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 คน
เพชรบูรณ์ กระบี่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครปฐม นครศรีธรรมราช นนทบุรี ร้อยเอ็ด สมุทรสาคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 1 คน
ผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อโควิดส่วนหนึ่งได้แวะเวียนไปยังสถานที่ต่างๆ ก่อนพบเชื้อ
การเดินทางไปเยือนสถานที่ต่างๆ ทำให้โอกาสที่ผู้คนในพื้นที่นั้นๆ ติดเชื้อย่อมมีสูง
การระบาดของโรคนี้มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของรัฐบาล
ถ้าสามารถทำให้คนเข้าใจได้มาก มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการระงับการระบาด ความเชื่อมั่นของรัฐบาลก็มีสูง
แต่หากคนยังไม่เข้าใจ เป้าหมายของรัฐบาลไม่แน่ชัด
ความเชื่อมั่นของรัฐบาลย่อมได้รับผลกระทบ
เมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับมือกับโควิด-19
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดชุดใหญ่
แบ่งมาตรการดังกล่าวออกเป็น 6 ด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ด้านข้อมูล การชี้แจงและการรับเรื่องร้องเรียน
ด้านการต่างประเทศ ด้านมาตรการป้องกัน และด้านมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยา
ในแต่ละด้านมีรายละเอียดให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ
เท่ากับว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มอบโจทย์ 6 ข้อ ให้แต่ละกระทรวงไปดำเนินการ
ดำเนินการเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคระบาด
อาทิ เลื่อนวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การปิดแหล่งต่างๆ ที่เป็นที่ชุมนุม 14 วัน ไม่ว่าจะเป็นสถานบริการ มหาวิทยาลัย สนามกีฬา โรงเรียนกวดวิชา
นอกจากนี้ยังมีการเตรียมแพทย์ พยาบาล โรงพยาบาล และอื่นๆ เพื่อรองรับผู้ป่วย และผู้ที่อยู่ในข่ายต้องกักตัว 14 วัน
เตรียมเวชภัณฑ์ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตขึ้นมาเอง และการซื้อมาจากต่างประเทศ
อีกทั้งยังมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สามารถสั่งการภายในจังหวัดได้ทันที
ทั้งหมดก็เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาด
อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการ 6 ด้านดังกล่าว คล้ายเป็นการตั้งเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้กับทุกฝ่าย
แต่ความสำเร็จหรือล้มเหลว ย่อมขึ้นกับการปฏิบัติได้ตามเป้าหมายหรือไม่
ความสำเร็จหรือล้มเหลวดังกล่าวย่อมหมายถึงประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล
และความสำเร็จหรือล้มเหลวที่จะเกิดขึ้น ย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาลอีกด้วย
ทั้งนี้ เพราะในสถานการณ์วิกฤตเกี่ยวกับการระบาดของโรค ฝ่ายราชการย่อมมีข้อมูลที่มานำเสนอฝ่ายบริหารจำนวนมาก
ฝ่ายบริหารนอกจากจะเป็นผู้เลือกเป้าหมายที่จะเดินไปให้ถึงแล้ว
ฝ่ายบริหารต้องเป็นผู้ผลักดันให้บรรลุเป้าหมายให้ได้
ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังแก้ไขเรื่อง “เสียงปริ่มน้ำ” ในสภาผู้แทนราษฎร ความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลก็กำลังอยู่ระหว่างการเยียวยา
มีปัญหาเรื่องการประสานงานระหว่างกระทรวงที่เจ้ากระทรวงอยู่คนละพรรค
กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง เป็นต้น
การประสานงานดังกล่าวในช่วงแรกดูเหมือนว่าจะมีปัญหา
ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่แนวคิดเรื่องการใช้อำนาจพิเศษทางกฎหมาย
หากมีการใช้อำนาจพิเศษในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการสั่งการ
ถ้าเป็นเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
ถือเป็นการใช้ “ยาแรง” ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังเป็นเพียงแค่ “ความคิดหนึ่ง” ที่อาจจะต้องทำ ถ้าสุดท้ายแล้วการบริหารของรัฐบาลไม่มีเอกภาพ
แม้หลายฝ่ายอาจจะเห็นพ้อง แต่ ณ เวลานี้ เมื่อ “ยาแรง” ดังกล่าวมาจากมือของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คนไทยทั้งชาติคุ้นเคยการบริหารมาตั้งแต่ยึดอำนาจ
ไม่ทราบว่า ถ้ามีการใช้ “ยาแรง” จริง ผลที่เกิดขึ้นในอนาคตจะออกมาเป็นเช่นไร
ถ้าการใช้ “ยาแรง” สามารถทำให้โควิด-19 ชะลอการแพร่ระบาดได้จริง ความเชื่อมั่นในรัฐบาลก็จะเกิดขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลจะได้รับความนิยมตามมา
แต่ถ้าการใช้ “ยาแรง” ดังกล่าว เกิดผลออกมาเป็นตรงกันข้าม
ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลอาจได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นในการบริหารงาน
ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลคงต้องพิจารณาความเป็นไปได้ให้ถ่องแท้ก่อนที่จะเลือกวิธีการก้าวเดิน
เพราะผลจากการก้าวเดินจะกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง
เชื่อมั่นในการทำงานของคณะรัฐบาล
เชื่อมั่นในการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี
เป็นเดิมพันอันหนักอึ้งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ
และรับผลที่เกิดขึ้นทุกประการตามที่ตัวเองดำเนินการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

