เหตุการณ์จับกุมตัวสมาชิก”ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” 3 คน กับผู้สื่อข่าวเว็บไซต์”ประชาไท” 1 คนที่บ้านโป่ง
น่าสนใจ น่าศึกษา น่าติดตาม
ไม่เพียงแต่ในประเด็นทาง “กฎหมาย” หากแต่ยังอยู่ในประเด็นของกระบวนการ “จับกุม”
มิได้อาศัยคำสั่งคสช.
หากแต่อ้างอิงอยู่กับมาตรา 61 วรรคสอง พรบ.การออกเสียง ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
รายงานข่าว”เบื้องต้น”จากสื่อ”บางฉบับ”ใม่ควรมองข้าม
ถามว่าบุคคลทั้ง 4 เดินทางไปยัง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ด้วยจุดประสงค์อะไร
เพื่อแจก”เอกสาร”ที่อยู่ในรถกระบะหรือไม่
คำตอบคือ เดินทางไปยังสภ.บ้านโป่ง เพื่อให้กำลังใจชาวบ้านซึ่งถูกหมากเรียกจากความพยายามจัดกิจกรรมก่อนหน้านี้
เพื่อเปิด”ศูนย์ปราบโกงประชามติ”
ถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัย “หลักฐาน” หรือฐาน”ข้อมูล”ใดในการเข้าตรวจค้นและจับกุม
คำตอบ 1 จาก “พลเมืองดี”
ปรากฏจากบันทึกการจับกุมระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งจากประชาชนอ้างเป็นพลเมืองว่า มีบุคคลใช้รถปิกอัพบรรทุกอุปกรณ์สิ่งของท้ายรถ
“น่าเชื่อว่าจะมาทำการแจกเอกสารต่อต้านการลงประชามติในพื้นที่” จึงเข้าตรวจค้นและจับกุม
ความน่าสนใจอยู่ที่รถกระบะคันนั้นก็จอดอยู่ในลานจอดรถบริเวณ สภ.บ้านโป่ง และยังไม่ได้ทำอะไรเลย
ทำไมจึงผิดมาตรา 61 วรรคสอง พรบ.ประชามติ
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน 23 คนที่ถูก”หมายเรียก” ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น 4 คนที่ถูกจับกุม
พวกเขา”ต่อต้าน” การทำ”ประชามติ”หรือ
ในเมื่อชาวบ้านนั้นแสดงเจตนาอย่างเด่นชัดว่าจะจัดตั้งและเปิด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ”
เป็นไปตามคำขวัญ 3 ไม่”ไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า”
ขณะเดียวกัน ชายวัยรุ่น 4 คนที่ถูกจับกุม เอกสารทุกประเภทที่มีอยู่ในรถโดยเฉพาะสติกเกอร์
“7 สิงหาร่วมกัน vote no ไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก”
สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า มิได้ต่อต้านการทำประชามติ หากแต่พร้อมที่จะเข้าสู่ “ประชามติ”
เพียงแต่เขา vote no ไม่รับ
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สภ.บ้านโป่ง ราชบุรี เด่นชัดยิ่งที่เห็นว่า
vote no เท่ากับ “ล้ม”ประชามติ
vote yes จึงเป็น”ประชามติ”ที่ถูกต้อง
ถูกต้องตาม สภ.บ้านโป่ง หรือถูกต้องตามกฎหมายประชามติ

