กมธ.ปราบโกง สอบ ทุจริตส่งออกหน้ากากอนามัย สงสัย 1-4 ก.พ. แค่ 4 วัน ส่งออกถึง 135 ตัน “โฆษกกรมศุล” แจง อาจมีผู้ส่งออกสำแดงสินค้าไม่สุจริต บอก ไม่สามารถตรวจสอบได้ทุกตู้ ด้าน ปปง. แจง เส้นทางการเงิน “เสี่ยบอย” ยังไม่อยู่ในฐานข้อมูล
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่รัฐสภา เกียกกาย มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการส่งอออกนำเข้าและการกักตุนหน้ากากอนามัย โดยเชิญตัวแทนกรมศุลกากร ตัวแทนสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และตัวแทนจากกรมการค้าภายใน เข้าชี้แจง แต่กรมการค้าภายใน ได้ขอเลื่อน อย่างไรก็ตาม ที่น่าสังเกตุว่าไม่มีกมธ.ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐมาร่วมประชุมแต่อย่างใด ส่วนใหญ่มีแต่เพียงกมธ.สัดส่วนของฝ่ายค้าน
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกมธ.ได้สอบถามถึงภาพรวมของการส่งออกและการนำเข้าหน้ากากอนามัยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมว่า มีจำนวนเท่าใด โดยนายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากรและโฆษกกรมศุลกากร ชี้แจงว่า การส่งออกในเดือนมกราคมมีจำนวน 158 ตัน เดือนกุมภาพันธ์มีจำนวน 187 ตัน ซึ่งจากสถิติการส่งออกจะเป็นตัวเลขที่มาจากผู้ส่งออกยื่นพิกัดสินค้าที่ไม่ใช่หน้ากากอนามัยให้ไปอยู่ในหมวดหน้ากากอนามัย ซึ่งการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงก่อนควบคุมตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์-4 กุมภาพันธ์ มีการส่งออกจำนวน 135 ตัน หรือประมาณ 72% ของการส่งออก ช่วงที่สองซึ่งเป็นช่วงควบคุมการส่งออกตั้งแต่วันที่ 5-20 กุมภาพันธ์ ส่งออกจำนวน 12.7ตัน ส่วนช่วงที่สามตั้งแต่ 21 -29 กุมภาพันธ์ส่งออกจำนวน 38 ตัน
จากนั้น นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.ได้สอบถามว่า ทำไมช่วงวันที่ 1-4 กุมภาพันธ์ก่อนการควบคุมหน้ากากอนามัย ถึงได้มีการส่งออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคณะกมธ.ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออกทั้งหมดและรายชื่อบริษัทผู้ส่งออกด้วย นายชัยยุทธ ชี้แจงว่า การส่งออกและการสำแดงสินค้าเราไม่ทราบว่ามีมากน้อยแค่ไหน และไม่สามารถถ่ายรูปรายละเอียดสินค้าได้ทั้งหมด เนื่องจากเราดูจากใบอนุญาต ตัวเลขและมูลค่าที่คลาดเคลื่อนนั้นอาจมาจากการที่บริษัทส่งออกสำแดงสินค้าไม่ใช่หน้ากากอนามัย แต่เอาไปรวมอยู่ในหน้ากากอนามัย และหลังจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กรมศุลกากรได้เข้มงวดการส่งออก แต่อาจมีผู้ส่งออกบางรายมีพฤติกรรมไม่สุจริต สำแดงชื่อสินค้าเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เราไม่สามารถตรวจสอบตู้ส่งออกได้ทุกตู้ เพราะแต่ละปีมากกว่า 3 ล้านใบขนสินค้า และตู้คอนเทนเนอร์มีมากกว่าพันตู้ต่อวัน เราไม่สามารถสกรีนได้ทุกตู้เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออก แต่ใช้วิธีการตรวจสอบแบบการกำหนดความเสี่ยง
นอกจากนี้ นายธีรัจชัย ยังสอบถามอีกว่าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งห้ามส่งออกหน้ากากอนามัย แต่กลับมีข่าวออกมาว่าวันที่ 16 มีนาคม มีผู้ประกอบการรายหนึ่งเร่งรัดการส่งออกที่ท่ากาศยานสุวรรณภูมิ เหมือนกับเป็นการรู้ล่วงหน้าก่อนจริงหรือไม่ โดยนายชัยยุทธ ชี้แจงว่า ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะการสั่งห้ามการส่งออกเกิดตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์แล้ว
ต่อมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะที่ปรึกษากมธ. สอบถามว่า เหตุใดกรมศุลกากรถึงได้แถลงข่าวเรื่องตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยที่คลาดเคลื่อนและมีการแก้ไขตัวเลขต่อสื่อมวลชนภายในหลัง จึงทำให้เกิดความสงสัยมีแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่อย่างไร โดยนายชัยยุทธ ยืนยันว่า การแถลงข่าวมีผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องการส่งออกหน้ากากอนามัย เป็นการชี้แจงแถลงไปตามข้อมูลที่ได้รับมา ส่วนตัวเลขที่ความคลาดเคลื่อนนั้น เกิดจากการตรวจสอบพบว่า มีการรวมบางพิกัดที่ไม่ใช่หน้ากากอนามัยเข้าไป จึงจำเป็นต้องออกหนังสือแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ยืนยันว่าไม่มีแรงกดดันมาจากฝ่ายการเมือง เพราะเราต้องการนำเสนอข้อเท็จจริง หากมีแรงกดดันจริง เราคงพยายามทำตัวเลขให้น้อยกว่านี้ และที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่แถลงข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา จึงม่มีใครมากดดันกรมศุลกากรได้

จากนั้น ตัวแทนของสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นำโดยนายเทพสุ บวรโชติดารา ผู้อำนวยการกองข่าวกรองทางการเงิน และ นายวรเศรษฐ์ สุรพนานนท์ชัย ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน ได้เข้ามาชี้แจงถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ถ้าเกิดการกักตุนสินค้าและส่งออกไปขายนั้นมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจะเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างไรก็ตาม แม้ส่งเรื่องไปยังป.ป.ช.แล้วและยังไม่มีตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน แต่คณะกรรมการธุรกรรมทางการเงินของป.ป.ง.ก็ยังสามารถเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกได้ ส่วนเรื่องการส่งออกนั้น อาจเป็นความผิดมูลฐานในเรื่องการหนีศุลกากร กรมศุลกากรสามารถส่งเรื่องมาให้ป.ป.ง.ตรวจสอบได้
ด้าน นายธีรัจชัย ได้สอบถามว่า ป.ป.ง.มีแรงกดดันหรือไม่ เพราะเรื่องนี้อาจมีการทราบเป็นการภายในว่า เรื่องนี้อาจผู้มีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องจึงทำให้เกรงว่าอาจมีการแทรกแซงทางการเมือง โดย ตัวแทนป.ป.ง.ยืนยันว่า ป.ป.ง.มีนโยบายมาตลอดว่าการตรวจสอบต้องเน้นข้อมูลและความถูกต้อง โดยผู้มีอำนาจกำกับดูแลป.ป.ง.มี 2 ส่วน คือ คณะกรรมการป.ป.ง.และคณะกรรมการธรุกรรม โดยในส่วนของคณะกรรมการธุรกรรมมีผู้แทนศาลปกครอง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เข้าร่วมทำหน้าที่นี้ ซึ่งเป็นหลักประกันในการทำงานอยู่แล้ว ขณะที่ คณะกรรมการป.ป.ง.จะมีปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงต่างประเทศ เข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยมีพล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เป็นประธานกรรมการป.ป.ง. ส่วนเรื่องนายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย นั้นตรวจจากฐานข้อมูลพบว่า ไม่พบข้อมูล ซึ่งอาจจะยังไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายป.ป.ง. อย่างไรก็ตาม การจะตรวจสอบเส้นทางการเงินจะต้องมีคำสั่งศาลด้วย

