แรกที่เห็นการบุกเข้าตรวจค้นรถกระบะของ “โจ๋วัยรุ่น” ซึ่งจอดอยู่
บริเวณ สภ.บ้านโป่ง ราชบุรี
หลายคนอาจไม่แน่ใจ
ไม่แน่ใจในฐานข้อมูลซึ่งมาจากประชาชนซึ่งอ้างความเป็น
“พลเมืองดี”
แต่เมื่อได้ยินเสียงของ พ.อ.วินธัย สุวารี ระบุ
“ในยานพาหนะพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปลุกระดมชี้นำเรื่องการทำประชามติ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องควบคุมตัว”
จึงเริ่มมีความชัดเจนว่ามิได้เป็นเรื่องของ “ทหาร”
ยิ่งเมื่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล ออกมาแถลงย้ำยืนยัน
“เบื้องต้นสามารถจับกุมผู้กระทำผิดที่บิดเบือนร่างรัฐธรรม นูญได้แล้ว 2 รายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และในพื้นที่จังหวัดราชบุรี 1 ในนั้นเป็นนักข่าว”
ทุกคนก็ประสานเสียง”อ๋อ”โดยพร้อมเพรียงกัน
ที่ร้องอ๋อนั้นมิใช่เพราะว่าแถลงจาก พ.อ.วินธัย สุวารี มากด้วยน้ำ หนักและความน่าเชื่อถือ
หากก่อให้เกิด “นัยประหวัด”
เมื่อ นายทวีศักดิ์ เกิดโภคา ต่อสายโทรศัพท์ถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยางกูร และให้พูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ยืนยันว่าการมีเอกสารมิได้เป็น “ความผิด”
เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า “เรื่องนี้เข้าข่ายความผิดเตรียมแจกเอกสาร”
โดยอ้างอิงถึง “ผู้บัญชาการระดับภาค”
การอ้างอิงว่า การจับกุมที่จังหวัดเชียงใหม่ การจับกุมที่จังหวัดราชบุรี จึงมิได้เป็นการอ้างอิงอย่างเลื่อนลอย
อย่าลืมว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล เป็นใคร
นอกจากดำรงตำแหน่งเป็น “รองผบ.ตร.”แล้ว ตำแหน่งใหม่ อีกตำแหน่งหนึ่ง คือ
ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการออกเสียงประชามติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือที่มีชื่อย่อตาม สมัยนิยมว่า
“ศรส.ปต.ตร.”
ที่ว่าเป็นการจับกุมจากจังหวัดเชียงใหม่มิใช่เป็นการจับกุมในเหตุการณ์ที่ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ ไปประสบ
หากเป็นการจับกุม นายนิวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย
นายนิวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เป็นชาวราชบุรี จึงถูกรวบตัวไปรวมกับ 3 นักศึกษา 1 ผู้สื่อข่าว ครบจำนวน 5 คน
ครบ 5 คนตามคำสั่งคสช. “ห้ามชุมนุม”
เป็นผลงาน “ชิ้นแรก” ของ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยฯ สาขา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผลงานโดยตรง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล

