‘รักษเกชา’ ยัน ความเห็นผู้ตรวจการฯปม ม.7 พ.ร.บ.สงฆ์ดำเนินการถูกต้อง

12.07.16 | 15:33 น.
แฟ้มภาพ

“รักษเกชา” ยัน ความเห็นผู้ตรวจการฯปม ม.7 พ.ร.บ.สงฆ์ดำเนินการถูกต้อง ขอไม่ก้าวล่วงการวินิจฉัยของรัฐบาล ระบุ ความเห็นกฤษฎีกาไม่ผูกพันเหมือนคำวินิจฉัยศาล รธน.

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวภายหลังการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชของมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่ขัดมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ว่า ทางผู้ตรวจการฯได้มีการหารือกันและเห็นว่าขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชว่าต้องเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรี และให้ มส. เห็นชอบก่อนที่นายกฯจะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งการพิจารณาของผู้ตรวจการฯ ไม่ได้ดูว่าใครจะเป็นผู้เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ดูเฉพาะกระบวนการ ดังนั้นยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ตรวจการฯดำเนินการไปถูกต้องแล้ว เพราะได้มีการพิจารณากลั่นกรองข้อมูลด้วยความรอบคอบ

“ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าว นายกรัฐมนตรีย่อมต้องมีความรับผิดชอบในการกลั่นกรองบุคคลที่ได้รับการนำเสนอด้วย โดยที่มาตรา 7 กำหนดไว้ว่าต้องทูลเกล้าฯบุคคลที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งกินความหมายกว้างมาก ทั้งกรณีสุขภาพ และกรณีอื่นๆ ด้วย จึงต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณา ดังนั้นความเห็นของนายสุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่ารัฐบาลมีกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้ว ไม่ต้องฟังผู้ตรวจการฯก็ได้นั้น แม้ว่าคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการฯจะไม่มีผลผูกพันกับหน่วยงานต่างๆ เหมือนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่อย่าลืมว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ต่างกับกฤษฎีกาที่เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาล”

นายรักษเกชา กล่าวต่อว่า ถ้ารัฐบาลอยากหาความกระจ่างโดยวิธีอื่น ผู้ตรวจการฯ ก็ไม่ก้าวล่วงการวินิจฉัย แต่เชื่อว่านายกฯ คงมีวิธีตัดสินใจของท่านเอง แต่ถ้าอยากขอความเห็นเพิ่มเติม ผู้ตรวจฯก็ยินดีอธิบายความว่าทำไมถึงเสนอเช่นนั้น และที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าทำได้ทั้งสองทาง ก็แสดงว่าสิ่งที่ผู้ตรวจการฯ มีความเห็นไปก็ไม่ผิด คำวินิจฉัยของกฤษฎีกาไม่ผูกพันกับทุกองค์กรเหมือนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงความคิดเห็น ไม่สามารถลบล้างความคิดเห็นของผู้ตรวจการฯ ได้

เลขาธิการผู้ตรวจการฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับคำร้องเดิมของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ตรวจการฯมีคำวินิจฉัยไปแล้ว ส่วนเรื่องให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นว่าเป็นกรณีของกระบวนการทางปฏิบัติ ไม่ใช่กรณีกฎหมาย หรือบทบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

Advertisement