หมายเหตุ – ความเห็นนักการเมือง นักวิชาการ ภาคเอกชน กรณีรัฐบาลจะตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของทุกกระทรวง 10% มาไว้เป็นงบกลางเพื่อให้นายกรัฐมนตรีใช้ในการป้องกันแก้ปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทางรัฐบาล งบกลางที่มีจำนวน 5.2 แสนล้านบาทนั้น ไม่ได้วางไว้ให้ใช้กับภารกิจฉุกเฉินหรือจำเป็นอย่างเดียว แต่ถูกจัดวางไว้ให้ใช้กับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญแก่ข้าราชการ ประมาณ 2.66 แสนล้าน ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ประมาณ 7.12 หมื่นล้าน เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4.94 พันล้าน และอื่นๆ อีกประมาณ 6.3 หมื่นล้าน
ส่วนงบประมาณที่นำมาใช้กับสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉิน ที่อยู่ในงบกลางมีชื่อว่า เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มีอยู่ 9.6 หมื่นล้าน ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่มาก
ดังนั้นเวลาที่เราคิดถึงงบกลาง เราต้องคิดถึงจำนวน 9.6 หมื่นล้าน ไม่ใช่ 5.2 แสนล้าน จากการที่ผมได้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินของรัฐบาลพบว่า ถูกใช้ไปในมาตรการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แล้วประมาณ 9.4 หมื่นล้าน
ดังนั้นการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่า งบกลางจะหมดแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
แต่การใช้งบประมาณของรัฐบาลจะเป็นที่พอใจของประชาชนหรือเกิดประสิทธิผลหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
วันนี้เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลโอนงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นจากกระทรวงต่างๆ มาใช้ในการกู้วิกฤต
ล่าสุดรัฐบาลแจ้งว่าจะตัดงบประมาณ 10% จากทุกกระทรวง ซึ่งการโอนงบแบบนี้ถือว่าไม่ถูกหลักการ เพราะหากกระทรวงหรือหน่วยงานใดมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ก็จะไม่สามารถนำไปใช้ดำเนินการตามที่วางแผนได้
เราจึงแนะนำให้บริหารงบแบบ Zero-based budgeting (การตั้งงบประมาณฐานศูนย์) การโอนงบประมาณแบบ Zero-based budgeting คือการเรียกงบประมาณที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายมาทั้งหมด ทั้งงบลงทุน งบดำเนินงาน และงบรายจ่ายอื่น เช่น งบรายจ่ายที่ปรึกษา งบเดินทางไปราชการต่างประเทศ และงบจัดงานมหกรรม นิทรรศการ อบรม งานประชาสัมพันธ์ งบส่วนนี้เราเสนอให้ตัดทั้งก้อน ไม่จำเป็นต้องตัด 10% เพราะไม่สามารถนำงบมาใช้ได้อยู่แล้วในสถานการณ์เช่นนี้
งบส่วนที่ไม่ควรตัดแม้แต่บาทเดียวอย่างเช่น งบดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้พิการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สรุปการตั้งงบประมาณฐานศูนย์ คือการนำงบประมาณที่เหลืออยู่ทั้งหมด ลบด้วยรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ เงินบำเหน็จบำนาญ จากนั้นเหลือเท่าไหร่ก็มาพิจารณาทีละโครงการ หากไม่จำเป็นก็ตัดทั้งโครงการ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลควรทำ
หากใช้มาตรฐานตัดงบ 10% เราก็จะตัดงบจากกระทรวงกลาโหมได้น้อย ซึ่งข้อมูลจากกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า อัตราการเบิกจ่ายของงบลงทุนของกระทรวงกลาโหมต่ำมาก และอยากให้ย้อนหลังไปดูงบ 2562 หากมีสัญญาการซื้ออาวุธใดๆ แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่ามีการทำสัญญาไปแล้ว ก็ต้องรื้อมาดู ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีการส่งมอบ ก็ควรจะไปเจรจาเพื่อลดออเดอร์ลง ขอแก้ไขสัญญาซื้อสินค้าชนิดอื่น หรือเลื่อนการซื้อขาย
ดังนั้นหลักคิดในการโอนงบ 2563 คือ ใช้งบประมาณฐานศูนย์ คือ อะไรที่จำเป็นไม่ตัด แต่อะไรที่ไม่จำเป็นต้องตัดให้เหี้ยน โยกมาทั้งก้อน อย่ามาถือโอกาสใช้แนวคิดเท่าเทียม ตัด 10% เหมือนกันหมด
ส่วนกรณีงบกลางในส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สามารถเพิ่มจำนวนได้ ทั้งนี้ในปี 2564 หากรัฐบาลจะขอเพิ่มงบในส่วนนี้ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราไม่รู้ว่าใน 1 ปี เราจะเผชิญภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินเรื่องใด จึงต้องมีเงินส่วนนี้สำรองไว้ใช้จ่าย
ในวันนี้เราเห็นชัดเจนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มจะลากยาว และส่งผลกระทบไปอีกหลายเดือน หรือเป็นปี รัฐบาลจึงมีภารกิจสำคัญ 3 ประการคือ การควบคุมการระบาด การยกระดับขีดความสามารถทางสาธารณสุข และการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ทั้งนี้จากสถิติปี 2562 ที่ผ่านมาพบว่า ตัวเลขผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีทั้งหมด 3,084,290 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานรวม 13,950,241 คน หากคนเหล่านี้ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ก็จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน
สิ่งที่เราอยากเห็นในงบประมาณปี 2564 คือ การมีงบความมั่นคงใหม่ เปลี่ยนความมั่นคงทางการทหารมาเป็นความมั่นคงทางสาธารณสุข เปลี่ยนอาวุธมาเป็นยารักษาโรค
วันนี้ไอเอสประกาศยุติการก่อการร้าย และขบวนการบีอาร์เอ็นประกาศยุติการยิง เพราะต่างฝ่ายก็ทราบอย่างชัดเจนแล้วว่า วันนี้ความมั่นคงที่ทุกคนต้องเผชิญคือความมั่นคงด้านสาธารณสุข ไม่ใช่ความมั่นคงด้านการทหารอีกต่อไป และไวรัสไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าคุณจะมีชื่อเสียงหรือไม่ก็ตาม
ส่วนการทำงานของพรรคก้าวไกล เรากำลังจะเสนอแนวทางการโอนงบประมาณ 2563 และการจัดสรรงบประมาณ 2564 ซึ่ง ส.ส.ที่อยู่ในกรรมาธิการงบประมาณ จะติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
หากรัฐบาลยังใช้วิธีบวกๆ ลบๆ งบประมาณ 2563 ถือว่ารัฐบาลยังส่งการบ้านแบบเดิม ทั้งที่สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม
ดังนั้นหากยังไม่แก้ไข การพิจารณาในวาระ 1 คงโหวตให้ผ่านไม่ได้ โดยสิ่งที่เราอยากจะเตือนคือ กระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงที่มีสัดส่วนของงบผูกพันสูงมาก
ในปี 2564 เราคาดหวังว่าจะไม่เห็นงบผูกพันใดๆ ของกระทรวงกลาโหม ยกเว้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นความตายและชีวิตของประชาชน เราไม่อยากเห็นงบการจัดซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น
รวมไปถึงไม่อยากเห็นงบอีเวนต์ สัมมนา นิทรรศการ อบรม การเดินทางไปต่างประเทศ เพราะสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ไม่จบในเร็วๆ นี้แน่
รศ.พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

สิ่งสำคัญคือต้องสำรวจก่อนว่า 10 เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นตัวเลขที่ไม่ใช่ว่านึกจะออกมาตรการก็ออก เพราะต้องดูว่ามีงบประมาณส่วนไหนที่ไม่สามารถใช้จ่ายได้ทัน หมายความว่าเราทราบอยู่ว่างบประมาณปี 2563 มีเวลาใช้จ่ายน้อย เพราะเสร็จสิ้นล่าช้า
ดังนั้นที่เคยกล่าวถึงในงบการจัดสัมมนา งบในการดูงาน ก็อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อดูแล้วอาจไม่ได้มากมายเท่าไหร่นัก
ส่วนตัวคิดว่างบเกี่ยวกับการลงทุนหรือการจัดซื้อคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้กระทั่งเรื่องของกองทัพ การทำสัญญาสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ นี่จะเป็นส่วนที่สามารถโฟกัสได้
ในส่วนงบประมาณที่เกี่ยวกับการลงทุนมีอยู่ทุกกระทรวง ดังนั้น หากเราตามเข้าไปสำรวจดูว่าการลงทุนแต่ละโปรเจ็กต์จะมีโปรเจ็กต์ไหนเลื่อนเวลาออกไปได้บ้าง คิดว่าจะได้เงินมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์อีก
ขอให้ดูให้ลึกซึ้งทุกกระทรวงในหมวดที่ไม่มีความจำเป็นหรือชะลอออกไปได้ ดังนั้น ถ้าโฟกัสตรงนี้จะชัดเจนกว่าคำพูดที่ว่าตัดงบสัมมนา ตัดงบดูงาน ซึ่งผิวเผินเกินไปและไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
งบกลางมีไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน คิดว่าไม่เกี่ยวกับการจัดการดีหรือไม่ดี เพียงแต่ตอนนี้มีเงินไม่พอ ดังนั้น เมื่อมีเงินไม่พอจึงวกกลับมาแบบนี้ จะด้วยปัญหาว่าติดเรื่อง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 จะส่งผลให้ไม่สามารถกู้ได้สะดวกหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะหากติดขัดตรงนี้ก็จะทำให้ต้องตรา พ.ร.ก. ซึ่งก็จะเกิดปัญหาว่าหากออกเป็น พ.ร.ก.ต้องเป็นเรื่องจำเป็น เร่งด่วน ฉุกเฉิน ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ แต่คราวนี้เป็นแบบนั้นหรือไม่
ดังนั้น นี่จะทำให้การที่รัฐบาลจะไปกู้เงินโดยตรา พ.ร.ก.อาจมีปัญหา คิดว่าต้องวกกลับมาเรื่องตัดงบรายจ่ายประจำปี 2563
การทำแบบนี้ถูกต้องแล้ว และเห็นควรว่าต้องมีตัวเลขสูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวคาดหมายว่าจะได้มากกว่า 3 แสนล้านบาท ด้วยระยะเวลาที่เหลืออยู่ของปี 2563 และด้วยเม็ดเงินที่จะไปใช้จ่ายในความจำเป็นหรือไม่จำเป็น หรือการชะลอ หรือการเลื่อนออกไปได้ ก็น่าจะได้เงินมากกว่านี้ เพราะเมื่อผลักให้ไปกู้เงินทั้งหมดก็จะส่งผลให้เป็นหนี้สาธารณะจำนวนสูงมาก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนี้สาธารณะในโครงการจัดการสาธารณูปโภคสูงมากอยู่แล้ว ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รวมทั้งหนี้เงินกู้ระหว่างประเทศ
ยิ่งรัฐบาลมีโครงการจะมาแก้ปัญหาโควิด-19 จะยิ่งทำให้ตัวเลขสูงขึ้นไปอีก หากนึกไม่ออกแล้วจะไปกู้ ซึ่งทั้งโลกก็มีสภาพเดียวกัน ตัวเลขหนี้สาธารณะก็จะดีดสูงขึ้นไปอีก ทำให้เงินเฟ้ออย่างยิ่ง เพราะเงินที่เราไปกู้มาก็คือเงินที่เขาต้องเอาเงินจำนวนนั้นมาใช้จ่าย
สุดท้ายก็ต้องเอาเงินของเราไปใช้หนี้เขา วนกันไปมา เหมือนประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในลาตินอเมริกา
ฉะนั้น เมื่อเงินเฟ้อมากๆ จะส่งผลให้การถือครองเงินสดแทบจะไม่มีประโยชน์เลย นี่คือสิ่งที่ห่วงอย่างมากว่าการก่อหนี้สาธารณะจำนวนสูงมากจะเกิดเป็นบูมเมอแรงตีกลับ จนส่งผลกับเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น ควรพิจารณางบ’63 ให้ถ้วนถี่ก่อน ขาดเหลือเท่าไหร่ค่อยว่ากัน และการกู้เงินไม่ใช่การกู้แบบครั้งเดียวแล้วได้เงินมากองเป็นหน้าตัก เราสามารถมีแผนระยะสั้น กลาง และยาวได้ ซึ่งมีความสำคัญเพราะจะไปสัมพันธ์กับการหมุนเงิน
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

การตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของทุกกระทรวง 10% มาไว้ในงบกลางเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 นั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าแต่ละกระทรวงได้มีการวางแผนการใช้งบประมาณไว้อย่างใดบ้าง หากบางกระทรวงมีการแบ่งงบไว้เพื่อจัดสัมมนาขนาดใหญ่ ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถจัดงานประเภทดังกล่าวได้ ก็ควรแบ่งงบประมาณในส่วนนั้นมาช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาโควิด-19 เพราะหากในปีนี้มีการใช้งบประมาณได้ไม่ตามที่ได้ขอไว้จะกระทบกับการของบประมาณในปีถัดไปทันที
ซึ่งจะดีกว่าไหม หากทุกกระทรวงจะแบ่งมาไว้ที่งบกลาง หรือจัดทำมาตรการของกระทรวงเพื่อช่วยเหลือประชาชน และต้องเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
หากรัฐบาลมีการพูดคุยเรื่องการตัดงบประมาณของแต่ละกระทรวงมาช่วยเหลือโควิด-19 ได้ ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่างบประมาณที่ได้มาได้เป็นจำนวนเท่าไหร่และจะเพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ต่อไป
แต่ในเรื่องของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน จำนวน 2 แสนล้านบาทนั้น ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้นยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่ารัฐบาลจะทำการกู้จริงหรือไม่ หรือจะกู้จำนวนที่มากกว่า คงจะต้องพิจารณาไปตามสถานการณ์
ตอนนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ เพราะแต่ละช่วงเวลาการช่วยเหลือก็ต้องแตกต่างกันออกไป
แต่ไม่อยากให้รัฐบาลทุ่มเงินออกมาช่วยเหลือในช่วงนี้ทีเดียว อยากให้มีการกระจายงบในการช่วยเหลือ และเตรียมหามาตรการรองรับตั้งแต่มาตรการระยะสั้นจนถึงมาตรการระยะยาว
ส่วนการที่ยืดเวลาปิดห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่ที่มีความเสี่ยง ไปถึงสิ้นเดือนเมษายน มองว่าสิ่งที่รัฐควรทำระหว่างนี้ คือการเตรียมมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
รวมถึงผู้ประกอบการเองต้องมีการปรับตัวและเตรียมความพร้อม เพื่อเปิดให้บริการ อาทิ ร้านทำผม ที่ต้องเพิ่มความสะอาด และความพร้อมของพนักงานมากขึ้น
ก่อนเปิดร้านอาจจะต้องตรวจเช็กพนักงานว่าระหว่างที่ปิดร้านชั่วคราวมีประวัติการป่วยหรือติดเชื้อบางหรือไม่ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มขึ้น เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ อาจจะต้องรอให้มีวัคซีนรักษาก่อนถึงจะกำหนดได้ว่าทุกประเทศจะสามารถควบคุมโรคนี้ได้จริงๆ
ระหว่างนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือกระตุ้นให้เศรษฐกิจในประเทศเกิดการหมุนเวียนให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการเกิดเหตุก่อการร้าย หรือการปล้น ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
เชื่อว่าภาครัฐยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ เพราะยังพอที่จะมีเงินหล่อเลี้ยงให้กับประชาชนทุกกลุ่ม แม้อาจจะเทียบรายได้ที่หายไปของประชาชนไม่ได้ แต่ก็พอที่จะประคองให้หลายชีวิตยังดำเนินต่อไปได้อยู่
นอกจากนี้ ในเรื่องของการท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์กลับมาดีขึ้น เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากเริ่มโหยหาการออกไปเที่ยวนอกบ้านหลังการกักตัว
แต่อาจจะมีความกังวลในเรื่องของปลอดภัยอยู่ รัฐบาลและผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างความมั่นใจ และต้องมีความชัดเจนว่าแต่ละสถานที่มีความปลอดภัยสามารถท่องเที่ยวได้ หากเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วแน่นอน

