เครือข่ายนักวิชาการ ตบเท้าหารือกกต.สมชัย ขอเพิ่มพื้นที่แสดงความเห็นประชามติ “สมชัย”ชี้ เอกสาร 7 เหตุผล ส่อผิดกฎหมาย เหตุ มีบางข้อความทำให้ ปชช.เข้าใจผิดร่าง รธน. จ่อชง กรธ.ให้โอกาสคนผิดได้ทบทวนแก้ไข อ้างหวังลดบรรยากาศตึงเครียด พร้อมเพิ่มช่องทางแสดงความเห็นผ่านทีวี ดึงกลุ่มอาจารย์-น.ศ.ร่วม
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง นำโดย นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เข้าพบนายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการ กกต.เพื่อหารือกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ และการเพิ่มพื้นที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
โดยนายอนุสรณ์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกเสียงประชามติมีความสำคัญในการวางรากฐานสังคมไทย ซึ่งเนื้อหาของร่างดังกล่าวมีความซับซ้อนจึงต้องอธิบายเพิ่มเติม แต่ในช่วงที่กำลังจะทำประชามติการวิพากษ์วิจารณ์กลับถูกจำกัด ขณะที่ผู้เห็นต่างถูกจับกุม ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากความลักลั่นไม่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่ตีความกฎหมายแตกต่างกัน เช่น กรณีเอกสารความเห็นแย้งของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เจ้าหน้าที่ กทม.ตีความว่าไม่ผิดแต่ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กลับชี้ว่าเอกสารเป็นเท็จ ไม่สามารถเผยแพร่ได้ หรือมีการพูดว่าการรณรงค์รับ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผิดทั้งคู่ แต่กลับพบว่ากลุ่มที่โน้มน้าวรับร่างรัฐธรรมนูญสามารถใช้กลไกรัฐได้ ไม่พบว่ามีการจับกุม แต่จับเฉพาะกลุ่มที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งมีการดำเนินคดีแล้วถึง 113 คดี โดย 94 คดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าผิดประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายประชามติ พร้อมกันนี้ขอเสนอข้อเรียกร้อง จำนวน 3 ข้อ ต่อ กกต.มีเนื้อหาคือ ขอให้ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ประชามติอย่างเสรี ให้มีการสนับสนุนการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นในพื้นที่สาธารณะ และปกป้องคุ้มครองผู้ที่รณรงค์ตามกรอบกฎหมาย
ด้านนายสมชัย กล่าวว่า กรณีการจับกุมนักศึกษาที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีนั้น ตนได้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โทรศัพท์มาสอบถามโดยตรงว่าเอกสารดังกล่าวไม่ผิดเพราะอยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องให้ความเห็นว่าเนื้อหาในเอกสารมีการบิดเบือนหรือไม่ อีกทั้งจากการตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ กกต.ที่บ้านโป่งก็ได้รับการยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ ส่วนตัวได้เคยยืนยันหลายครั้งแล้วว่าเอกสารดังกล่าวไม่ผิด โดยช่วงบ่ายวันนี้ (14 กรกฎาคม) ตนจะยืนยันความเห็นนี้ในการหารือกับ กรธ. ว่าคนที่มีเอกสารนี้ครอบครองอยู่หรือเผยแพร่ก็ไม่มีความผิด แต่ถ้า กรธ.เห็นว่ามีความผิดก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้ หากจะส่งให้ กกต.ดำเนินการก็จะปล่อยให้เป็นกระบวนการของสำนักงานสรุปเรื่อง ซึ่งหากมีข้อมูลใหม่ตนขอสงวนความเห็นที่เคยให้ไว้ว่าไม่ผิดเพราะต้องดูข้อมูลใหม่ทั้งหมด และคาดว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
นายสมชัยกล่าวต่อว่า การหารือกับ กรธ.จะพิจารณาเอกสารหลายฉบับซึ่งรวมถึงเอกสารชื่อ 7 เหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าผิดเพราะมีหลายข้อความที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในร่างรัฐธรรมนูญ ถ้า กรธ.เห็นตรงกันก็จะมีการพิจารณาเรื่องการดำเนินการ โดยกรธ.อาจจะแจ้งความเองหรือส่งเรื่องให้ กกต.ซึ่งจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ โดยส่วนตัวมีข้อเสนอว่าควรมีการทำความเข้าใจกับกลุ่มที่จัดทำและเผยแพร่เอกสารเพื่อให้มีการปรับปรุงให้ถูกต้องเพราะเป็นเด็กก็อาจจะใจร้อนดื้อดึงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูก โดยไม่สนใจสิ่งที่ถูกต้องแท้จริงคืออะไร จึงอยากให้เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองได้ชี้แนะทางที่ถูกต้องให้เด็ก เพื่อจะได้เคลื่อนไหวอย่างถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย
นายสมชัย กล่าวชี้แจงกรณีที่กลุ่มอาจารย์ระบุว่ามีการดำเนินเกี่ยวกับการทำประชามติแล้ว 113 คดีว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นพบว่า 94 คดีเกี่ยวกับความมั่นคงมีคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายประชามติเพียง 19 คดีเท่านั้น จึงไม่ควรเหมารวมว่าทั้ง 113 คดีเป็นการทำผิดกฎหมายประชามติเพราะเป็นเรื่องที่น่าเกลียด เนื่องจากถ้าทำผิดประกาศ คสช.เช่นห้ามชุมนุมเกิน 5 คนไม่ว่าจะเกิดก่อนหรือหลังมีกฎหมายประชามติก็เป็นการทำผิดอยู่แล้วจึงอยากขอให้ให้ความเป็นธรรมกับ กกต.ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนืออำนาจของ กกต. และคสช.กับรัฐบาลก็มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ หากพบว่ามีการกระทำเข้าข่ายทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยรัฐบาลก็ต้องเข้าไปดูแล

“ผมอยากให้เข้าใจ กกต.ด้วยเพราะขณะนี้ขาข้างหนึ่งก็เหมือนกับเข้าไปอยู่ในคุก และไม่ง่ายในการดำเนินการอะไร แรงเสียดทานก็เยอะ ใครที่เข้ามาจะรู้ว่าทำอะไรก็ลำบาก เราพยายามเตือนส่งสัญญาณแต่ก็ถูกมองว่าเป็นการข่มขู่ จริงๆ ไม่ใช่ขู่ แต่เป็นการส่งสัญญาณแบบกัลยาณมิตร ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกล่าวโทษน้อยมาก ไม่อยากให้บรรยากาศเลวร้ายมากกว่านี้ อยากให้อยู่สบายๆ จึงพยายามผ่อนคลายให้ได้มากที่สุด และเปิดโอกาสให้มีการพบปะกันเพื่อสร้างความเข้าใจ” นายสมชัยกล่าวและว่า ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ยืนยันว่า ไม่สามารถรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญได้ หากพบและมีหลักฐานขอให้แจ้งมายังกกต.เพื่อดำเนินการสั่งย้ายในทันที ขณะเดียวกันการที่หน่วยงานของรัฐจะอำนวยความสะดวกประชาชนในการจัดยานพาหนะพาผู้มีสิทธิไปออกเสียงประชามติ แม้มาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จะกำหนดให้ทำได้แต่กกต.ได้ให้แนวปฏิบัติว่าจะทำได้ 2 กรณีเท่านั้นคือ เป็นกรณีที่พื้นที่ออกเสียงมีความยากลำบากในการเดินทางหรือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการหรือผู้สูงอายุและต้องขอความเห็นชอบจากกกต.เขตก่อน
นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับกรณีที่ทางเครือข่ายฯต้องการให้เปิดพื้นที่ถกเถียงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากรายการ 7 สิงหาประชามติร่วมใจที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ใน 6 ครั้งที่เหลือ ก็ได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาแสดงความเห็น โดยมีการปรับเนื้อหาและวิทยากรที่จะมาร่วมรายการแบบเป็นธรรมแล้ว ขณะเดียวกันตนกำลังทาบทามสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งจัดรายการครั้งละ 50 นาที จำนวน 10 ครั้ง นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ ทรัพยากรธรรมชาติ การทำสนธิสัญญาเกี่ยวกับเขตแดน โดยจะเปิดโอกาสให้ทางเครือข่ายฯและนักศึกษามีส่วนร่วมในรายการ 40 เปอร์เซ็นต์ หรือ 4 ครั้งจากทั้งหมด 10 ครั้ง ส่วนที่เหลือจะเชิญกลุ่มเอ็นจีโออื่นเข้ามาร่วม ซึ่งจะหารือเรื่องดังกล่าวกับ กรธ.หากเห็นตรงกันก็จะมีการบันทึกเทปรายการและออกอากาศได้ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการลงประชามติ โดยกกต.จะไม่เข้าไปเซ็นเซอร์เนื้อหาแต่อย่างใด นอกจากนี้ จะมีการจัดพิมพ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่เพิ่มเติมในหนังสือพิมพ์สามฉบับในช่วงโค้งสุดท้ายของการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลอย่างกว้างขวางมากขึ้น



