‘คุณหญิงหน่อย’ จี้เกลี่ยงบฯ 63 ก่อน แค่ 15 % ได้ 5 แสนล. มาเยียวยาโควิด-19

‘คุณหญิงหน่อย’ จี้เกลี่ยงบฯ 63 ก่อนกู้เงิน ชี้แค่ตัด 15 % ได้ถึง 5 แสนล้าน มาเยียวยาพิษโควิด-19

เมื่อวันที่ 3 เมษายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย(พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ เกลี่ยเงิน vs กู้เงิน พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกทำอย่างไหนก่อนคะ” โดยระบุว่า การที่จะทำให้ประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ ต้องใช้งบมหาศาล ก่อนจะ”กู้เงิน”สร้างหนี้เพิ่ม จึงควรตัดงบปี63ที่ไม่จำเป็น
เช่นซื้อเรือดำน้ำ อาวุธ ตึกใหม่ รถใหม่ ตัดได้อย่างน้อย 10-15% จะได้งบ 300,000-500,000 ล้านบาท มาช่วยประชาชน ไม่ตัดงบก่อนกู้ เท่ากับทำร้ายประชาชน ดิฉันและพรรคเพื่อไทยเล็งเห็นว่า วิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ หนักหนาสาหัสมาก โดยที่รัฐบาลจะต้องใช้เม็ดเงินจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนจำนวนมหาศาล เพื่อดำเนินการในเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการแก้ปัญหาต่อเนื่อง ที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น หากผู้นำประเทศไม่รู้จักการประหยัด ด้วยการปรับแผนในการใช้เงินตั้งแต่ตอนนี้ เราจะโดน 2เด้ง คือใช้เงินตามแผนเก่า(ปี63)อย่างไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรัฐบาลจะต้องไปกู้เงินอีกจำนวนมหาศาล เพื่อมาแก้ไขวิกฤตของประเทศ

รัฐบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ควรจะ “เกลี่ยเงิน” จากค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น,ไม่เร่งด่วน มาใช้แก้ปัญหาวิกฤต ก่อนที่จะตัดสินใจ “กู้เงิน” ค่ะ ดิฉันได้เสนอไปหลายวัน และย้ำไปหลายครั้งแล้ว ให้นายกฯตัดงบประมาณปี63 ที่ไม่จำเป็นของทุกกระทรวงลงโดยเฉลี่ย 10%เป็นอย่างน้อย เพื่อเกลี่ยเงินส่วนนี้มาช่วยแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้น บริษัทต่างๆทั่วโลกและทั่วประเทศไทย ต่างก็ปรับการใช้งบประมาณใหม่กันหมดแล้ว หากรัฐบาลและกระทรวงต่างๆไม่รู้จักปรับตัว ท่านจะกลายเป็นตัวสร้างภาระให้ประเทศ จากการใช้งบประมาณที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้จากการเก็บภาษีอากรในปีหน้า เราน่าจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าเยอะมาก ทำให้เราต้องกู้เงินมากขึ้น หนี้รายหัวของประชาชนก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำไมธุรกิจอื่นเลื่อนการจ่ายตังค์ หรือ Pendingการจัดซื้อไว้ได้ แต่ระบบราชการไทยจึงทำไม่ได้? สัญญาจัดซื้อจัดจ้างต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การจัดซื้อเรือดำน้ำ, อาวุธต่างๆ, การสร้างตึกใหม่, สั่งซื้อรถประจำตำแหน่งใหม่, การดูงาน, อบรมสัมมนา และเรื่องอื่นๆที่มีความจำเป็นเร่งด่วนน้อยกว่า การแก้ปัญหาโควิด-19 ควรจะถูกปรับเลื่อน-ลด-ยกเลิก ไปบ้าง หากนายกมีความจริงใจที่จะทำเพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศนั้น ควรจะตัดงบปี 63 ได้ถึง 15% ด้วยซ้ำ เพราะงบประมาณปี 63 ล่าช้า และเหลือเวลาใช้อีกเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ทำไมจึงต้องเร่งใช้ให้เต็ม 3.3ล้านล้าน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุอีกว่า ถ้าตัดงบปี 63 ได้ 10% จากงบประมาณทั้งหมด 3.2 ล้านล้านบาท จะได้เงิน 300,000 ล้านบาท ถ้าตัด 15 % เราจะได้เงินเกือบ 500,000 ล้านบาท เงินจำนวนครึ่งล้านล้านบาทนี้ รัฐบาลสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาวิกฤต แก้ปัญหาให้หมอและพยาบาลให้ดีกว่าที่ผ่านมา เชื่อว่าพี่น้องประชาชนตลอดจนพรรคฝ่ายค้านจะเห็นด้วยมากกว่า การหลับหูหลับตาใช้เงินเก่าให้หมด เพื่อจะกู้เงินใหม่มาใช้ค่ะ ดิฉันขอเรียกร้องต่อพลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีอีกครั้งว่า 1.ต้องรีบสั่งการให้ตัดงบประมาณปี 63 ลงอย่างน้อย 10-15% เพื่อนำเงินก้อนนี้ที่จะได้ 300,000 ถึง 500,000 ล้านบาท มาเยียวยาประชาชนและธุรกิจขนาดเล็ก และกลาง SMEs ต่างๆ ให้ประคองตัวอยู่ได้ ในยามวิกฤติเช่นนี้ 2.ต้องกระจายงบกลางที่อยู่ในมือนายกฯ เป็นแสนล้าน ไปยังโรงพยาบาลต่างๆเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้พอเพียงสักที อย่าให้ใครมาตั้งคำถามว่า #งบกลางหายไปไหน 3.การกู้เงินต้องทำหลังจากทำข้อ (1)ข้อ (2)ให้ครบถ้วนก่อน และการกู้เงินต้องเป็นการกู้เพื่อนำไปใช้ในมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ ต้องใช้เงินมหาศาล วางแผนปรับเปลี่ยนงบประมา เร่งเกลี่ยเงินที่ไม่จำเป็นมาใช้ ก่อนการกู้เงินสร้างหนี้ให้ประชาชน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ถึงเวลา “ตอบแทน” เซเลนา โกเมซ บริจาคเงินก้อนโตสู้ภัยโควิด ให้โรงพยาบาลที่เคยผ่าตัดไตให้
บทความถัดไปพิษโควิด-19 ผู้โดยสารสุวรรณภูมิลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดวูบ 97.3% เหลือเพียง 4 พันกว่าคน