ยอดลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือจากรัฐของแรงงานนอกระบบ ที่ทะลุ 22 ล้านรายไปแล้วนั้น
แน่นอน อาจมีผู้ให้ข้อมูลเท็จบางส่วน
ซึ่งรัฐบาลทั้งขู่ ทั้งปลอบ คือจะเรียกเอาเงินคืนและเอาความผิดตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กำลังทำโปรแกรมให้คนเหล่านี้แจ้งขอถอนการลงทะเบียนได้เพื่อจะไม่ถูกเอาผิด
เชื่อว่าคงมีคนจำนวนหนึ่งที่ถอนตัวออกไป
แต่จะให้ถอนเป็นล้านๆ รายคงยาก
เพราะขนาดกระทรวงการคลังเอง นอกจากแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง มัคคุเทศก์ คนขายลอตเตอรี่ ที่ลงทะเบียนไว้กับภาครัฐ ที่สามารถจ่ายเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ได้เป็นกลุ่มแรกแล้ว
ก็ยังไม่อาจให้นิยามชัดๆ ว่าแรงงานนอกระบบอื่นๆ ที่มีสิทธิจะได้เงินมีอะไรบ้าง
ต้องใช้การตีความ การวินิจฉัยช่วย
ซึ่งตรงนี้แหละยากที่จะทำให้มีมาตรฐานเดียวกัน
ยิ่งมีเวลาจำกัดในการพิจารณา ยิ่งทำให้ความรอบคอบ รอบด้าน ลดลง
ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 31 มีนาคม ที่บอกว่าจะสามารถช่วยส่วนนี้ได้ประมาณ 9 ล้านคน
ซึ่งจะทำให้คนกว่า 10 ล้าน ผิดหวัง
แน่นอน คงมีคำถามอื้ออึงแน่
และหากไม่มีคำตอบที่พอใจ ความผิดหวังจะเป็น “พายุฤดูร้อน” ถล่มเข้าใส่รัฐบาล
ซึ่งตอนนี้ก็เจอปัญหารุมเร้าทุกด้าน
จึงต้องตั้งหลักให้ดี
อะไรที่รั่วๆ จะต้องอุดให้ดี
อย่างกรณีเรือยกพลขึ้นบก 6 พันล้าน ที่แม้กองทัพเรืออ้างว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การมาเสนอเรื่องในยามนี้
และผู้ที่เสนอคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่หมวกอีกใบคือผู้นำประเทศ ที่กำลังประกาศขึงขังจะนำพาให้ประเทศชนะ ดูจะย้อนแย้งพิกล
การที่รัฐบาลรีบตัดสินใจประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาออก พ.ร.ก.เงินกู้ 1.6 ล้านล้านบาท เพื่ออุ้มเศรษฐกิจประเทศ
ถือเป็นทางออกที่ดี
อย่างน้อยก็ลดแรงกดดันจากความคาดหวัง เช่น อาจจะบอกคน 10 ล้าน ที่พลาดหวังจากการได้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อเดือน ว่ากำลังหาช่องทางอื่นเพื่อช่วยเหลือ
ซึ่งก็คงทำให้ความไม่พอใจลดลงบ้าง
แต่นั่นมิได้หมายความว่า รัฐบาลจะได้เงินใส่กระสอบไปโปรยแบบโมเดลเฮลิคอปเตอร์มันนี่
และมิใช่เจ้าสัวที่แบกบาซูก้าเทิ่งๆ ไปยิงแจกเงินตรงนั้นตรงนี้แบบเมามัน
เพราะนี่คือ “เงินกู้” เป็นภาระร่วมกันทั้งประเทศที่เราต้องจ่ายทั้งดอกทั้งต้นคืน
ดังนั้น การใช้จึงต้องเข้มงวด รัดกุม
จะช่วยใครกลุ่มไหนต้องมีเหตุผล มีความเท่าเทียม มีมาตรฐาน มีแผน ฯลฯ
พูดง่ายๆ ใช้เงินแล้ว ทุกคนเห็นพ้องกันว่า จำเป็น
และที่สำคัญต้องไม่รั่วไหล หรือเป็นไปเพื่อพวกพ้องของตนเท่านั้น
จากมหาวิกฤตไวรัสโควิด-19 ได้สะท้อนปัญหาการบริหารจัดการของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง
และได้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนเห็นพ้องกับการรวบอำนาจมาไว้ที่นายกรัฐมนตรี ผ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดยหวังว่าการรวมศูนย์ดังกล่าวจะนำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็ว เป็นเอกภาพ โปร่งใส
มิได้ต้องการรวมศูนย์แบบอำนาจนิยม ที่ไม่ฟังใคร
ใช้ความคุ้นเคย คุ้นชิน แบบระบอบข้าราชการมาตัดสินปัญหา
ผู้นำเองต้องตระหนักว่าขณะนี้เรามีกลไกประชาธิปไตยอื่นอยู่ จำเป็นต้องให้กลไกเหล่านั้นขับเคลื่อนไปด้วย
เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ตรวจสอบ และร่วมกันเสนอแนะ
ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
ไม่ใช่มานั่งรอ ให้ใครมาบอก เราไม่ทิ้งคุณ

