หน้าแรก การเมือง ศาลแพ่งสั่ง &...

ศาลแพ่งสั่ง ‘ประสงค์ สุ่นศิริ-บก.แนวหน้า’ ชดใช้ 9 แสนให้อดีตตุลาการศาลรธน.คดี ‘ซุกหุ้น’

14.07.16 | 19:13 น.

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม  ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาคดีที่ นายกระมล ทองธรรมชาติ ,นายผัน จันทรปาน ,นายศักดิ์ เตชาชาญ และนายสุจินดา ยงสุนทร อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-4 ยื่นฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า , นายจิระพงษ์ เต็มเปี่ยมบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้าในขณะนั้น ,บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด , นางผานิต พูนศิริวงศ์ ,นายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-5 ความผิดเรื่องละเมิด โดยขณะเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสี่ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเป็นองค์คณะพิจารณาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า นายทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยถือตามเสียงข้างมากของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 8 คน ซึ่งมีโจทก์ทั้งสี่รวมอยู่ด้วย ลงมติให้ยกคำร้องของ ป.ป.ช. ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 3 -5 ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการ ได้ตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 3 -5 ฉบับวันที่ 8 ส.ค.2554 ชื่อบทความ“คำวินิจฉัยไร้จิตสำนึก” ในคอลัมน์ “แนวหน้าวิเคราะห์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” มีเนื้อความในลักษณะโจมตี ให้ร้ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 คน ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่ ทำนองว่าวินิจฉัยคดีโดยไม่มีคุณธรรม ตัดสินคดีโดยลำเอียงเป็นการหมิ่นประมาททำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ คนละ 50 ล้านบาท รวม 200 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาโจทก์ที่ 4 ถอนฟ้องจำเลยทั้งห้า และศาลจึงมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะโจทก์ที่ 1-3

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า คดีนี้คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีอาญาเป็นผลแพ้ชนะในประเด็นพิพาทว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิด ต่อโจทก์ที่ 1-3 หรือไม่ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีอาญาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิด จำเลยทั้งห้า จึงเป็นฝ่ายแพ้ ตามที่ตกลงเป็นคำท้าไว้ ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1-3 ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นบุคคลที่มีเกียรติคุณและมีชื่อเสียงในทางสังคม สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1-3 คนละ 300,000 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียน มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการมีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำ ตรวจแก้ คัดเลือกบทประพันธ์ลงพิมพ์ จึงเป็นการกระทำให้ทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นเพียงกรรมการของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความดังกล่าว จึงไม่ต้องร่วมรับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1-3 คนละ 300,000 บาท รวมทั้งหมด 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับจากวันที่ 28 ส.ค.2554 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับในส่วนของคดีอาญานั้น เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2559 ศาลฎีกาเห็นว่า การเขียนบทความดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่การกระทำของ น.ต.ประสงค์ และ นายจิระพงษ์ จำเลยที่ 1-2 ดังกล่าว เป็นความผิดฐานดูหมิ่นตุลาการฯ แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ 1 ปี ส่วนจำเลยที่เหลือให้ยกฟ้อง