เยียวยาไม่ครอบคลุม
อย่า‘ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’
หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการ ภาคแรงงาน สังคมและเอกชนต่อมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) ในกลุ่มลูกจ้างใช้แรงงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยการจ่ายเงินเดือนละ 5,000 บาทเป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งล่าสุดขยายเป็น 6 เดือนที่อาจไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ
สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ติดลบแน่นอน คาดว่าจะเกิดความเสียหายมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านบาทในช่วงครึ่งปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2563) และคาดว่าจะมีคนตกงาน 7 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีประมาณ 6 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน จากแรงงานทั้งระบบของประเทศมี 38 ล้านคน
คาดว่าพนักงานศูนย์การค้าและค้าปลีกจะตกงาน 4.2 ล้านคน ธุรกิจก่อสร้างคาดตกงาน 1 ล้านคน กิจการโรงแรมคาดตกงาน 9.78 แสนคน ร้านอาหารคาดตกงาน 2.5 แสนคน สปา/ร้านนวดนอกระบบคาดตกงาน 2 แสนคน ธุรกิจสิ่งทอคาดตกงาน 2 แสนคน เป็นต้น แต่หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ลากยาวจนถึงปลายปีนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดใหญ่ อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่แย่ลงในระยะข้างหน้า
จากสถานการณ์ดังกล่าว มติของที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จึงขอเสนอมาตรการเยียวยา 2 ส่วน คือ 1.กลุ่มแรงงาน ขอให้ชดเชยรายได้ให้พนักงานที่สมัครใจหยุดงานโดยไม่รับเงินเดือน หรือ Leave without pay ซึ่งไม่มีสิทธิขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท 3 เดือนจากภาครัฐนั้น ต้องการให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินช่วยเหลือ 50% ของเงินเดือน รวมทั้งขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ยังควรได้รับเงินเดือน 75% แบ่งเป็นสำนักงานประกันสังคมจ่าย 50% และนายจ้างจ่าย 25% และให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน/ค่าจ้างแรงงานมาหักภาษีได้ 3 เท่า นอกจากนี้ ขออนุญาตให้มีการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงเพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน โดยให้คิดค่าแรงเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 40-41 บาทต่อการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และไม่เกิน 8 ชั่วโมง จากค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันอยู่ที่ 325 บาทต่อวัน
2.กลุ่มผู้ประกอบการ ขอให้ภาครัฐออกคำสั่งปิดกิจการโรงแรมหรืองานบริการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าข่ายกิจการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดกิจการจากรัฐบาล ขอให้ปรับลดค่าไฟฟ้าช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มเป็น 5% จาก 3% รวมทั้งให้รัฐจัดสรรงบประมาณการจ้างงาน ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ (เมดอิน ไทยแลนด์) ในราคาที่เหมาะสมโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้ในสถานการณ์โควิด-19 และต่อเนื่องในระยะยาวหลังเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มเป็น 80% จาก 40% รวมทั้งให้ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า
สำหรับค่าใช้จ่ายในการป้องกันการระบาดของโควิด-19 และลดเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้างจาก 4% เหลือ 1%
มนัส โกศล
สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน
การที่รัฐบาลจะมีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตนในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน จะมีแรงงานในระบบ คือผู้ประกันตนมาตรา 33 จะได้เงินชดเชยไม่ถึง 5,000 บาท อีกจำนวนหนึ่ง เพราะอัตราการเก็บเงินสมทบเริ่มต้นที่ 1,650 บาท และเท่าที่ได้ตรวจสอบกับ สปส. พบว่ามีผู้ประกันตนที่จ่ายเงินต่ำกว่า 8,000 บาท จำนวนมาก ดังนั้นลูกจ้างกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินชดเชย จำนวน 5,000 บาท เท่ากับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่รัฐบาลให้โดยตรง กลายเป็นเกิดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ คือกลุ่มแรงงานที่รับบำนาญชราภาพไปแล้ว 2,000-4,000 บาท ซึ่งจะรับเงินในช่วงอายุ 55 ปี และประกอบกิจการส่วนตัว เช่น เปิดร้านเสริมสวย ตัดผม ลูกจ้างนอกระบบ เป็นต้น กลุ่มนี้หากดูตามข้อกำหนดของรัฐบาลจะไม่ได้รับเงินชดเชย เพราะได้รับเงินบำนาญไปแล้ว ซึ่งมีอยู่อีกกว่า 200,000 คน มองว่าคนกลุ่มนี้ควรจะได้รับเงินชดเชยเช่นกัน นอกจากนี้ ที่กระทรวงแรงงานจ่ายเงินว่างงานให้ผู้ประกันตนร้อยละ 62 แต่ไม่เกิน 90 วัน เห็นว่าควรจะมีการขยายระยะเวลาในการชดเชยเช่นเดียวกับที่กระทรวงการคลัง ขยายการจ่ายเงิน 5,000 บาท จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือนด้วย ขณะนี้มาตรการของรัฐบาลจากที่ได้มีการประเมินพบว่า มีคนประมาณ 10 กลุ่ม ที่จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ เช่น กลุ่มคนที่ว่างงานมาก่อนหน้านี้ มองว่าควรได้รับการช่วยเหลือเพราะเขาถูกแรงเหวี่ยงจากผลกระทบโควิด-19 แล้วจะหางานทำได้ที่ไหนในสภาวการณ์เช่นนี้ ทำให้เขาว่างงานไปเรื่อยๆ
ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน
มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาในขณะนี้ ยังไม่ทั่วถึง โดยพบว่ายังมีกลุ่มที่ตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือ และกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก คือ กลุ่มธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และขนส่ง ที่รัฐไม่ได้มีคำสั่งให้ปิดกิจการในช่วงนี้ แต่โดยภาพรวมธุรกิจก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน เพราะการปิดเมือง หยุดการเดินทาง ก็ทำธุรกิจไม่ได้ บรรยากาศจึงเหมือนปิดกิจการไปโดยปริยาย และมีความเสี่ยงมากที่พนักงานลูกจ้างจะถูกเลิกจ้าง
ขณะนี้กลุ่มธุรกิจที่ถูกรัฐสั่งปิดกิจการเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีลูกจ้างผู้ประกันตนที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบได้รับการช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือประมาณ 500,000 คน ถ้าคุณสมบัติตรงเบื้องต้นจะได้รับเงินช่วยเหลือกรณีว่างงานร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน แต่ไม่เกิน 90 วัน และหากครบระยะเวลา 3 เดือนแล้ว สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็มีแผนจะต่ออายุให้อีก แต่ยังพบว่าในส่วนของลูกจ้างในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยวและขนส่งนั้น ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่ง สปส.สำรวจพบว่ามีอีก 334,324 คน แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรม 221,983 คน กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่งอีก 112,341 คน กลุ่มนี้ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ก็ต้องการรับความช่วยเหลือจาก สปส. และภาครัฐเช่นกัน ลูกจ้างกลุ่มนี้สมควรต้องได้รับความช่วยเหลือจาก สปส.เช่นกัน โดย สปส.ควรจ่ายเงินกรณีว่างงานร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน ให้ด้วยเช่นกัน
หากเป็นไปตามแนวทางนี้จะสามารถช่วยคนที่ประสบภาวะวิกฤตนี้ได้อีกกว่า 3 แสนคน จึงคิดว่าคนกลุ่มนี้ควรจะได้รับเช่นเดียวกัน จะได้ครอบคลุมทั่วถึง
สุรพงษ์ กองจันทึก
ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
โดยหลักการของการเยียวยาแล้ว รัฐต้องเยียวยาให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านสังคม หรือบางกลุ่มอาจจัดหาสิ่งของให้ ทั้งนี้ ข้อกำหนดในการรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ระบุว่าต้องมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน อย่างไรก็ตาม การนำระบบเลขบัตรมาวัดทั้งหมดทำให้บางคนไม่ได้รับสิทธิ เช่น บางเลขเป็นคนไทย แต่ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่เข้าใจไหมว่าเขาเป็นคนไทยแบบไหนอย่างไร เช่น เลข 8 ก็มีทั้งไทยและไม่ไทย จึงไม่แน่ใจว่าระบบที่ให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบนั้นเข้าใจหรือไม่
จากสถานการณ์นี้ทุกคนได้รับผลกระทบหมด แต่มากน้อยแค่ไหนก็ว่ากันไป แต่ก็เห็นใจว่ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด คงไม่สามารถช่วยทุกคนได้ คำถามคือแล้วแบบนี้จะแบ่งเกณฑ์ในการช่วยเหลืออย่างไร จะเลือกช่วยหรือเลือกไม่ช่วยอย่างไร ทั้งนี้ รัฐอ้างว่าคนที่ได้รับผลกระทบมากน่าจะเป็นคนจน คนที่มีฐานะหน่อยน่าจะได้รับผลกระทบน้อย น่าจะไม่ต้องช่วยเหลือ แต่ความจริงแล้วทุกคนได้รับผลกระทบเท่ากัน บางอาชีพที่ได้รับผลกระทบชัดเจน เช่น ช่างเสริมสวย ช่างตัดผม ซึ่งรัฐมีคำสั่งให้ปิดร้านเหล่านี้ แต่อย่าลืมว่าร้านยังต้องจ่ายค่าเช่า ต้องใช้เงิน แต่กลับไม่ได้รับเงิน 5,000 บาท ซึ่งคนกลุ่มนี้หรือกลุ่มทำนองนี้ยังมีอีกเยอะ จนตอนนี้เริ่มมีเสียงออกมาแล้วว่าทำไมเขาไม่ได้รับ รัฐควรปรับปรุงโดยเร่งด่วน และไม่ยึดตามกรอบเดิม
นอกจากคนไทยในประเทศที่รัฐต้องดูแลทุกคนแล้ว คนไทยที่อยู่ต่างประเทศก็ต้องได้รับการดูแลตามหน้าที่ของรัฐเช่นกัน เพราะรัฐมีหน้าที่ดูแลผู้ที่มีสัญชาติไทย ทั้งนี้ รัฐทำได้ดีพอสมควรในกรณีแรงงานเมียนมาที่จะเดินทางกลับประเทศที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ตอนนั้นมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่กลับไม่ทันช่วงปิดด่าน ไทยจึงหาวัดในพื้นที่สำหรับเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว จัดเจ้าหน้าที่ไปดูแลเฝ้าระวัง พร้อมติดต่อทางการ
เมียนมาส่งตัวแรงงานกลับประเทศ
ซึ่งการกระทำแบบนี้ต้องทำให้ครบทุกกลุ่มทั้งคนไทยและต่างด้าวด้วย
ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ
นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)
อยากให้มีมาตรการเหล่านี้ออกมาให้กับแรงงานที่อยู่ภายใต้ประกันสังคมบ้าง โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้ง 13 สาขา รวมกว่า 4 ล้านคน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อนใคร ได้รับแบบโดยตรง และต่อเนื่องตั้งแต่โรคระบาดเข้ามาช่วงแรกๆ จนถึงขณะนี้ โดยสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือที่สุดเป็นการพิจารณาเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม ให้เยียวยาแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนในทุกกรณี เนื่องจากขณะนี้ความเดือดร้อนของแรงงานยังไม่เข้าข่ายได้รับการเยียวยาจากประกันสังคมเลย
โดยแนวทางการชดเชยที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแนวทางการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน แบบมีเหตุสุดวิสัย แยกเป็น 2 กรณี คือ ตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามมาตรา 79/1 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานในอัตรา 62% ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัยที่นายจ้างรับรอง หรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 90 วัน และอีกกรณีคือ ตามข้อ 3 วรรคสอง กำหนดให้ในกรณีหน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้นายจ้างหยุดประกอบกิจการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามมาตรา 79/1 ในอัตรา 62% ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการตามคำสั่ง แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 90 วัน
การปิดโรงแรมชั่วคราวเองของผู้ประกอบการจึงไม่เข้าข่ายการชดเชยเยียวยาแรงงานของประกันสังคม จึงต้องการให้ปรับเงื่อนไขเป็นเยียวยาในทุกกรณีแทน โดยสมาคมได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากได้รับคำตอบว่าอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และการดำเนินการอยู่ โดยขณะนี้โรงแรมภายใต้สมาชิกสมาคมปิดชั่วคราวหลายแห่งแล้ว เพราะมีจังหวัดที่สั่งปิดโรงแรมชั่วคราวไป 12 จังหวัด แต่ยังมีจังหวัดใหญ่ๆ ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เชียงใหม่ และเชียงราย
ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโรงแรมจำนวนมาก เพราะได้รับความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวจากต่างชาติ

