‘นายกฯ’ หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีมองโกเลีย

15.07.16 | 14:52 น.

“บิ๊กตู่” หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีมองโกเลีย

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (ASEM) ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม ที่ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ว่าเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์หารือทวิภาคีกับนายซักเคีย แอลแบคดอร์จ ประธานาธิบดีมองโกเลีย ระหว่างการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 11 (ASEM 11)

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปการหารือว่า นายกฯกล่าวขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวมองโกเลียที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ในการเข้าร่วมการประชุม ASEM11 ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรก และรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสมามองโกเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ผู้นำทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมองโกเลียดำเนินมากว่า 40 ปี มีความร่วมมือที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า ประธานาธิบดี และผู้บริหารระดับสูงของมองโกเลียจะมีโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการในอนาคต ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ พลังงาน การรักษาพยาบาล การท่องเที่ยว การเกษตร และความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนา

พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ในด้านการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 18.92 โดยหวังว่าไทยและมองโกเลียจะสามารถเพิ่มพูนมูลค่าการค้าระหว่างกันได้มากขึ้นอีก นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลมองโกเลียที่ได้ดูแลการลงทุนของบริษัทไทยในมองโกเลีย ซึ่งไทยเห็นว่ามองโกเลียเป็นประเทศที่มีศักยภาพ อีกทั้งไทยยังมีนโยบายสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในตลาดใหม่ ด้านวิชาการและการพัฒนา ไทยและมองโกเลียยินดีที่ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองประเทศมีมากว่า 20 ปี โดยเฉพาะในลักษณะทุนฝึกอบรม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีหวังว่าหลักสูตร International Events and Hospitality ที่ฝ่ายไทยจัดให้แก่เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลีย เมื่อปลายปีที่แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการจัดประชุม ASEM11 ในครั้งนี้ นอกจากนี้ไทยยังยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ความร่วมมือไตรภาคีระหว่างไทย-มองโกเลีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

“ผู้นำทั้งสองยินดีที่ทราบว่าความร่วมมือด้านการพัฒนาสิ่งทอผสมระหว่างไหมไทยกับแคชเมียร์มีความคืบหน้า และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความร่วมมือกันต่อไป โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในด้านนี้ และได้จัดสรรงบประมาณกว่า 5 ล้านบาทสำหรับดำเนินโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบสินค้าไหมไทยและแคชเมียร์ ซึ่งได้ทราบว่ามีการจัดแสดงผลการวิจัยแล้ว” พล.ต.วีรชน กล่าว

Advertisement

พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ในด้านความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเอเชีย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณมองโกเลียที่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมและสนับสนุนไทยในการจัดการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 14 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ย้ำคำเชิญผู้นำมองโกเลีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม 2559 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งขอความร่วมมือในการเชิญชวนประเทศสมาชิกเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

“นายกฯกล่าวชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของมองโกเลียในเวทีความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยประธานาธิบดีมองโกเลียมีบทบาทในการส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม สันติภาพ และความมั่นคง อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับบทบาททางการทูตของมองโกเลีย ที่ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ภายใต้นโยบาย “ประเทศเพื่อนบ้านที่สาม” ตลอดจนมีข้อริเริ่มที่ได้รับการยอมรับ เช่น Ulaanbaatar Dialogue on Northeast Asian Security โดยนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยว่า รัฐบาลไทยอยู่ในระหว่างการดำเนินการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน เพื่อให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รวมถึงเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงและให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 18.30 น.ประธานาธิบดีมองโกเลียเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำ ทั้งนี้ ในวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม เวลา 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกฯเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ (Retreat Session) ในหัวข้อ “Enhancing the three pillars of ASEM” และร่วมพิธีปิดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 11 ก่อนเดินทางออกจากมองโกเลียกลับประเทศไทยในเวลา 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น และนายกฯและคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) ประเทศไทยในเวลา 17.30 น.