พ.ร.ก.กู้เงิน1ล้านล้าน
รักษาวินัย-ต้องจ่ายทั่วหน้า
หมายเหตุ – เป็นความเห็นและข้อเสนอแนะของฝ่ายการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563
รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ใช่ออกมาในลักษณะเป็นวงเงินงบประมาณแบบตีเช็คเปล่า ซึ่งการใช้เงินจะต้องใช้ตามกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 140 ประกอบกับต้องเคร่งครัดตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และวงเงิน 1 ล้านล้านบาทที่จะนำมาใช้จ่ายต้องให้ทั่วถึง ต้องกำหนดแผนว่าจะเอางบประมาณใดมาชดใช้คืน ซึ่งตั้งแต่ปี 2564จะต้องกำหนดไว้ และต้องคิดว่าหนี้จำนวนนี้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีที่จะลดลงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยแถลงไว้
วันนี้นอกจากการใช้จ่ายเงินที่ต้องทั่วถึงแล้ว ประชาชนเดือดร้อนมาก เงินต้องรีบออก และรัฐบาลจะต้องชี้แจงรายละเอียดไว้ทุกขั้นตอน เนื่องจากสภาต้องรับทราบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. แต่โครงการที่แบ่งเป็น 6 แสนล้าน กับ 4 แสนล้านขณะนี้ วางเป็นกรอบกว้างๆ เหมือนเป็นเช็คเปล่า ซึ่ง ส.ว.ก็เงียบไม่พูดกันเลย มีเพียงอดีตผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย และนักวิชาการออกมาท้วงติง
นอกจากนี้ วงเงินในส่วน 4 แสนล้านบาท มีการพูดกันจะใช้ในลักษณะให้กระทรวงทำโครงการและเสนอขอเงินขึ้นมา ซึ่งคำขอเหล่านี้ถ้าเป็น พ.ร.ก.ก็จะไม่มีรายละเอียดให้ตรวจสอบ แต่รัฐบาลต้องทำไว้ ซึ่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังเข้มงวดมาก ซึ่งรัฐบาลจะเจอช่องทางนี้ในการตรวจสอบรายละเอียดค่อนข้างมาก แตกต่างจากในรัฐบาลชุดก่อนหน้า เพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังเพิ่งออกมาบังคับใช้เมื่อปี 2561 ถ้ารัฐบาลไม่ระวัง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่รอตรวจสอบอยู่
สรุปคือ ถ้าใช้ผิด มีโทษ ไม่ว่าจะทาง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง หรือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และที่ต้องเตือนคือ รายละเอียดของโครงการต่างๆ เรายังไม่เห็น และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในคำแถลงนโยบายรายละเอียดงบประมาณปี 2563 ซึ่งสุ่มเสี่ยงพอสมควร ก็อยากฝากเตือนทางรัฐบาล และอยากเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน เช่น ใช้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง เพราะมีข้อทักท้วงจากนักการเงิน การคลัง และนักเศรษฐศาสตร์ค่อนข้างมาก ถ้าตรวจสอบไม่ดีจะเป็นภาระของคนทั้งชาติ จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องตรวจสอบให้ดี และต้องไม่ให้มีการเอาเงินนี้ไปใช้แล้วเป็นประโยชน์ต่อพรรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง รวมถึงเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องไม่เอาไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับรัฐบาลที่ผ่านมา 4-5 ปี
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล
เท่าที่ทราบข่าว พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกวงเงิน 6 แสนล้านบาทเป็นเงินที่จะนำมาใช้เยียวยาประชาชน สนับสนุนงานด้านสาธารณสุข ตรงนี้เห็นด้วยและคิดว่ารัฐบาลต้องใช้เงินก้อนนี้เยียวยาประชาชนอย่างถ้วนหน้า และต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มอื่นๆ ด้วย เนื่องจากยังมีประชาชนอีกหลายกลุ่มรอคอยการเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะแรงงานในระบบ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประชาชนที่ตกสำรวจ เพราะเข้าไม่ถึงระบบการลงทะเบียน และผู้ประกอบการรายย่อย
ส่วนอีก 4 แสนล้านบาทจะใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ยังมีข้อกังขา เนื่องจากรายละเอียดการใช้จ่ายไม่ชัดเจน กลัวว่าจะเป็นโครงการที่ให้หน่วยรับงบประมาณหรือกรมต่างๆทำโครงการเบี้ยหัวแตก เข้ามาของบโดยการเติมคำว่า “สู้ภัยโควิด-19” ไว้ด้านท้าย จึงกังวลว่าจะกลายเป็นเหมือน “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” โครงการที่เติมห้อยท้ายคำว่า “ประชารัฐ” เช่น ฝึกอบรมสู้ภัยโควิด สร้างชุมชนเข้มแข็งต้านภัยโควิด เรากลัวโครงการประเภทแบบนี้ จึงคิดว่าวงเงิน 4 แสนล้านบาทควรสำรองไว้เพื่อเยียวยาเก็บตกประชาชนด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องสู้กันอีกนานแค่ไหน ทั้งภัยโควิด-19 และภัยเศรษฐกิจ ดังนั้นอย่าเอามาเป็นโครงการเบี้ยหัวแตกเลย
ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การว่างงาน สิ่งที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนนอกจากการเยียวยาประชาชนแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ประกอบการรายย่อยที่มีการจ้างงานประมาณ 12 ล้านคน มีการประเมินว่าผู้ประกอบการรายย่อย มีสภาพคล่องที่รองรับปัญหาเศรษฐกิจแบบที่ไม่สามารถค้าขายได้ ไม่เกิน 27 วัน หากนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมที่มีการเริ่มปิดสถานประกอบการบางแห่ง จนวันนี้เกือบ 1 เดือนแล้ว ดังนั้น เอสเอ็มอีกับการจ้างงาน 12 ล้านคน คือความเสี่ยงมากๆ ต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยเหลือเยียวยาเอสเอ็มอี เท่ากับหล่อเลี้ยงการจ้างงาน ยิงปืนนัดเดียวต้องได้นก 2 ตัว นี่คือสิ่งที่พยายามเสนอ เพราะถ้าเอสเอ็มอีอยู่ได้ก็จะสามารถเลี้ยงลูกจ้างได้เช่นกัน
สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการเยียวยาประชาชนอย่างถ้วนหน้า และยุติกระบวนการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน โจทย์รัฐบาลมีด้วยกัน 5 ข้อ 1.แรงงานนอกระบบ 2.แรงงานในระบบ 3.แรงงานภาคเกษตร 4.ผู้ประกอบการรายย่อย และ 5.การเก็บตกประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบลงทะเบียน
ยกตัวอย่าง ข้อสอบ 5 ข้อ สมมุติครูให้เวลาทำข้อสอบ 2 ชั่วโมง รัฐบาลหมดไปชั่วโมงกว่ากับกระบวนการพิสูจน์ความจนในข้อสอบข้อที่ 1 คือแรงงานนอกระบบ แถมยังมีแนวโน้มจะทำผิดเสียด้วย ดังนั้นเงิน 5 พันบาท ควรจ่ายให้ถ้วนหน้า หากไม่พอให้รีบเอา พ.ร.ก.กู้เงินเข้าสภา รีบนำ พ.ร.บ.โอนย้ายงบประมาณ เข้าสภา เรายินดีให้จัดประชุมสมัยวิสามัญ พรรคก้าวไกลยินดีไปเป็นองค์ประชุมและยกมือให้ด้วย
นอกจากนี้ ยังเกรงว่าการอุทธรณ์เงินเยียวยาจะเป็น beginning of the end อีกทั้งเหตุการณ์ที่ประชาชนไปที่กระทรวงการคลังก็เป็นการเตือนรัฐบาลแล้ว จึงไม่อยากให้รัฐบาลใช้กระบวนการอุทธรณ์อีกแล้ว ขอให้เยียวยาประชาชนทุกกลุ่มอย่างถ้วนหน้า วัตถุประสงค์ที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่การถูกลอตเตอรี่แล้วไปขึ้นเงินรางวัลที่รอได้
วันนี้ฉีดเงินต้องทำอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ต้องรอพิสูจน์อีก 7 วัน 14 วัน รัฐบาลตีโจทย์ผิด จากเงิน 5 พันบาทแทนที่จะได้ดอกไม้กับได้ก้อนอิฐแทน
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช
ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา
แนวทางของรัฐบาลในการใช้วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ถือว่าดี มีการแบ่งกลุ่มอาชีพต่างๆ แบ่งเงินเป็นก้อนๆสำหรับเยียวยากลุ่มอาชีพ โดยขณะนี้ออกมาแล้ว 1 ก้อน เยียวยาลูกจ้าง แรงงานที่มีอาชีพอิสระ เป็นเงิน 5,000 บาทระยะเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 15,000 บาท ถือว่าไม่น้อยหน้าใคร เพียงแต่ระบบหรือวิธีการเพื่อส่งเงินไปให้ถึงมือประชาชนยังติดขัด แม้การแยกกลุ่มอาชีพจะเป็นวิธีที่ดี ถือว่าละเอียดรอบครอบ แต่เมื่อถึงขั้นตอนปฏิบัติแล้วมันไม่ง่าย เพราะประชาชนแต่ละคนมีหลายอาชีพ ทำให้มีปัญหามากในการจัดการ ต้องไม่ลืมว่า วันนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้วที่อาชีพต่างๆทำมาหากินไม่ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะมองเห็น แต่การจัดการอาจทำให้เกิดปัญหาว่า ใครควรจะได้สิทธิบ้าง อย่างกลุ่มอื่น เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่ขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอน ขณะที่บางกลุ่มยังไม่ได้ดำเนินการ อย่างเช่นเกษตรกร เป็นต้น
สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้รัฐบาลจำเป็นต้องนำเงินงบประมาณนี้ ไปช่วยคนที่เดือดร้อน แม้รัฐบาลจะเดินมาถูกทาง เพียงแต่วิธีการต้องทำให้เงินถึงมือประชาชนที่เดือดร้อนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างเร็วที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะภาพที่ปรากฏ ไม่ว่าจะดูทีวีช่องไหน เห็นประชาชนทุกอาชีพมาร้องเรียน เพราะเดือดร้อนกันจริงๆ ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องบริหารจัดการให้เร็วกว่านี้ ไม่เช่นนั้น ความเดือดร้อนจะสั่งสม จนอาจทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือเกิดความอดอยากจนกระทั่งเป็นปัญหาทับถมของสังคมไทย
นอกจากนี้ เมื่อออกมาตรการช่วยประชาชนแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจขนากลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีก็สำคัญ เพราะขณะนี้มาตรการยังไปไม่ถึง ถ้าถึงช้า จะมีผลกระทบมาก โดยเฉพาะการจ้างงาน รัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเพื่อประคับประคองการจ้างงานไว้บ้าง เช่นเดียวกับ ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายจ่ายมากๆ ถือว่าหนักหนาสาหัส เช่น ธุรกิจสายบิน ในสหรัฐอเมริการัฐบาลช่วยทุกสายการบิน โดยให้ซอฟต์โลน รวมไปถึงช่วยให้พนักงานได้รับการชดเชยจากการขาดรายได้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม้รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการภาคเอกชนขึ้นมา แต่ก็เพิ่งประชุมไปได้ครั้งเดียว โดยเชื่อว่าจะมีข้อเสนอจำนวนมาก มองดูแล้ววงเงิน 1 ล้านล้านบาทไม่น่าจะเพียงพอ หากมองไปในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับประชาชน ธุรกิจขนาดเล็ก ไปถึงจนขนาดใหญ่ ยังมีปัญหามาก ขณะที่เงินงบประมาณจากในปี 2563 ที่ไปตัดออกมาเพิ่มเติมนั้น นายกฯระบุว่าจะได้กลับมาประมาณไม่เกิน 1 แสนล้านเท่านั้น
ดังนั้น จำเป็นต้องมองไปที่การจัดทำงบประมาณในปี 2564 ที่กำลังจะเข้าสู่สภา โดยต้องเร่งดำเนินการให้ทันใช้จ่ายภายในเดือนกันยายนนี้ และที่สำคัญต้องจัดระบบใหม่ โดยเฉพาะทิศทาง เป้าหมายในการใช้งบประมาณใหม่ ให้เอื้อกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เชื่อว่าจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้น อีกเป็นเงินหลายแสนล้านบาท
เชื่อว่าสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่จบเร็วๆ นี้แน่นอน และจะต้องมีการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก ภาคบริการต่างๆ คงยังไม่ได้เปิดธุรกิจอย่างน้อยเดือนพฤษภาคมนี้เป็นแน่ เพราะถ้าเปิดตัวเลขการแพร่ระบาดอาจกลับมาสูงขึ้นอีก แบบประเทศญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ ดังนั้น วันนี้การดูแลประชาชนในพื้นที่ถือว่า สำคัญมาก เพราะประชาชนตกงานกลับบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย และจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีอาชีพด้วย วันนี้นโยบายของกระทรวงมหาดไทยได้เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,852 แห่งทั่วประเทศได้ใช้งบประมาณ โดยเฉพาะงบสำรองในดำเนินงานเกี่ยวกับผู้ประสบภัยในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย รองรับการระบาดเพิ่มมากขึ้น จัดตั้งโรงพยาบาลระดับชุมชน รวมไปถึงการจ้างงานด้วย ถือว่าดีมาก และตอบโจทย์ประชาชน
อยากเสนองบประมาณในปี 2564 รัฐบาลควรจัดงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากขึ้นเป็น 1 ล้านล้านบาท จากเดิมที่ให้ 800,000 ล้านต่อปี ให้ อปท.ไปเกื้อหนุนในการลงทุนให้ประชาชนมีงานทำในพื้นที่ จะเป็นการลดความเดือดร้อนลงไม่ต้องกลับเข้า กทม. ไม่ต้องมาหางานใหม่ในค่าใช้จ่ายที่สูง ให้อยู่ในภูมิลำเนา เพราะ อปท.ใกล้ชิดรู้ความต้องการ รู้ความสามารถ ช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้น
ถ้าทำได้จะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับ อปท. จะแก้ปัญหาคนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมากเลย ที่สำคัญจะเป็นผลดีในระยะยาวในการกระจายความเจริญไปสู่ชนบท ถือเป็นโอกาสอันดีทีเดียวที่รัฐบาลควรฉวยในการกระจายอำนาจในการใช้งบประมาณเพื่อดูแลประชาชนให้กับ อปท.ทั้ง 7,852 แห่งทั่วประเทศ

