หน้าแรก การเมือง กนก วงษ์ตระหง...

กนก วงษ์ตระหง่าน : วิกฤตไวรัส คือโอกาสปรับฐานเศรษฐกิจประเทศ

17.04.20 | 15:00 น.

กนก วงษ์ตระหง่าน : วิกฤตไวรัส คือโอกาสปรับฐานเศรษฐกิจประเทศ

เมื่อวันที่ 17 เมษายน นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความเห็นเรื่อง วิกฤตไวรัส (COVID-19) คือโอกาสปรับฐานเศรษฐกิจประเทศ ระบุว่า

1.

ขณะที่คนไทยกำลังเผชิญหน้ากับการระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ยังไม่ทราบว่าจะลากยาวไปไกลแค่ไหน และจะส่งผลกระทบในวงกว้างเท่าไหร่ การแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขต่อโรคโควิด 19 จึงต้องเดินหน้าต่อไป แต่ควรต้องคู่ขนานไปกับการบรรเทาความเสียหายที่กระทบระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว ประเทศของเรา และประชาชนคนไทย แม้อาจจะรอดตายจากโควิด 19 มาได้ แต่อาจต้องไปจบชีวิตด้วยความเสียหายทางเศรษฐกิจที่โควิด 19 ได้สร้างขึ้นมา

ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาจากปัญหาไวรัส ที่ชัดเจนเลยก็คือ

1) การส่งออกลดลง เพราะกำลังซื้อของโลกหายไป และก่อนหน้านี้ก็มีการคาดการณ์กันแล้วว่า ปี 2563 นี้เศรษฐกิจโลกจะติดลบ และเข้าสู่ภาวะถดถอย

Advertisement

2) การท่องเที่ยวจะเงียบสนิท โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพราะประเทศหลักๆ ที่เป็นขาประจำในการมาท่องเที่ยวประเทศของเรา ล้วนเผชิญกับปัญหาไวรัสด้วยกันทั้งสิ้น

3) การลงทุนใหม่จากภาคเอกชนแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และความไม่ชัดเจนในสถานการณ์ไวรัส

4) กำลังซื้อของประชาชนในประเทศลดลง เพราะทุกคนไม่มั่นใจว่า รายได้ในอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องรัดเข็มขัดด้วยการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เพื่อประคองตัวเอง ครอบครัว และกิจการผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปให้ได้ก่อนในเบื้องต้น

2.

ถ้าประเมินเพียงเหตุผล 4 ประการนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ อัตราค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนขยับตัวสูง รายได้ลดลงเพราะถูกให้ออกจากงานหรือลดอัตราเงินเดือน เป็นต้น ก็น่าจะชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจของประเทศ และประชาชน กำลังเข้าสู่ความยากลำบากเป็นอย่างมาก

ตรงนี้เองที่ทำให้ผมต้องมาชวนคิดกันว่า ถ้าวิกฤตไวรัสและความเสียหายทางเศรษฐกิจแบบนี้ จะอยู่กับเรายาวไปถึงปลายปี หรือต้นปีหน้า หรือมากกว่านั้น เราจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไรดี ในฐานะพลเมืองในประเทศ ในฐานะตัวแทนประชาชน หรือในฐานะเจ้าของภาษี ฯลฯ ผมเชื่อว่า ทุกคนสามารถเสนอแนวคิดเพื่อประเทศของเราได้ เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน และนั่นทำให้ประเทศของเรามีทางออกที่มากขึ้น สำหรับแนวทางของผม มีดังนี้

มาตรการระยะสั้นที่ต้องดำเนินการทันที

1) การช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อให้ประชาชน และธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เป็นการต่อลมหายใจให้กับส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น

2) การช่วยบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับกลุ่มแรงงานทั้งในและนอกระบบ อาทิ แรงงานที่ต้องออกจากงานเนื่องจากบริษัทปิดกิจการ ซึ่งประเมินแล้วน่าจะมีราว 3-5 แสนราย ที่ต้องการความช่วยเหลือทันที รวมไปถึงการลดค่าครองชีพต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ฯลฯ

3) ควบคุมราคาอาหาร และของใช้ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ไม่ให้ราคาขยับตัวสูงขึ้น เพราะประชาชนขาดรายได้ หรือมีรายได้ลดลง และต้องรักษาสภาพคล่องให้สินค้าประเภทอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็น มีขายตามปกติในร้านค้าทั่วไป เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก และกักตุนสินค้า

4) สถาบันการเงินทั้งระบบจะต้องผ่อนปรนการชำระหนี้คืนของผู้ที่ทำการกู้ยืม โดยเฉพาะรายย่อยและประชาชนทั่วไป ส่วนเรื่องการคิดดอกเบี้ย ถ้าผ่อนผันได้ 6 เดือนหรือมากกว่านั้นจะเป็นการดี ที่สำคัญต้องไม่สร้างภาระที่ยุ่งยากในเรื่องการจัดการเอกสารหรือกระบวนการในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่มอบให้

3.

สำหรับมาตรการระยะยาวในการบรรเทาความเดือดร้อน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ จากวิกฤตไวรัสโควิด 19 รัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบควรพิจารณาเรื่องสำคัญ ดังนี้

1) เพิ่มมูลค่าและผลิตภาพทางภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตร ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาเป็นเครื่องมือในกระบวนการผลิต ที่สำคัญ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ ควรต้องตรงไปยังเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME เพราะกลุ่มเหล่านี้มีจำนวนมาก และเป็นฐานรากของเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น ถ้าเราสามารถสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศให้แข็งแรงได้สำเร็จ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมา

2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดความสมดุล ด้วยการเร่งนโยบายภาคการเกษตรให้เติบโตเป็นร้อยละ 30 ของ GDP ประเทศ และปรับให้ภาคอุตสาหกรรมมีขนาดร้อยละ 30 และภาคบริการรวมทั้งการท่องเที่ยวเป็นร้อยละ 40 ของ GDP ประเทศ ด้วยสัดส่วนเช่นนี้ ผมเชื่อว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะมีโครงสร้างที่สมดุล และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์ประกอบทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

3) ปรับคุณภาพทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และเสริมทักษะของแรงงานให้เต็มศักยภาพ ด้วยความร่วมมือจากสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคธุรกิจของประเทศ ในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ทักษะที่เชี่ยวชาญต่องานที่ทำ และความรับผิดชอบที่ได้รับการปลูกฝังผ่านคุณค่าต่างๆ ทางสังคม อาทิ ความเอื้ออาทร ความสามัคคี ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ และวินัยของคนในชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เองจะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างผลิตภาพให้เกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

4) ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจชีวภาพ ในด้านอาหาร และการสร้างสารสกัดที่โลกกำลังต้องการ ด้วยการผสมผสานระหว่างระบบการผลิตด้านการเกษตร กับความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการทดลองและยืนยันความสำเร็จโดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น สารสกัดในพืช (Active Ingredients) หรือบรรดาสมุนไพร (ในประเทศ) ที่ต้องได้รับการสร้างมูลค่าใหม่ในรูปของอาหารฟังชั่น (Functional Food) หรือแบคทีเรียที่ปรากฏในสภาพพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ (ในทางวิชาการเรียกว่า Probiotics, Prebiotics, Synbiotic และ Postbiotics) ต้องถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นต้น

 

4.

ผมพอจะสรุปประเด็นที่รัฐบาลและหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ควรนำไปพิจารณาในการปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตไวรัสโควิด 19 ได้ตามตาราง (Infographic) ที่แนบมากับบทความนี้

5.

กล่าวโดยสรุป การบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตไวรัสนั้น คือการประคองไม่ให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพราะขาดกำลังซื้อจากทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า กิจการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ ควรต้องได้รับความช่วยเหลือทันที เพื่อรักษาธุรกิจให้คงอยู่ต่อไป ส่วนภาคประชาชนก็เช่นกัน ต้องได้รับการช่วยเหลือ อย่างน้อยที่สุดก็คือ จำนวนเงินที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตจนกว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ อีกทั้งภาระหนี้สินของภาคธุรกิจและครัวเรือนต้องได้รับการผ่อนปรน ไม่สร้างภาระเพิ่มเติม

และที่สำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องมองไปถึงช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับความช่วยเหลือเฉพาะหน้าคู่ขนานกันไปด้วย เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเหมาะสมกับภาวการณ์ของโลกในอนาคต (ยุคหลังโควิด 19) ด้วยการสร้างความสมดุลและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่จะไปเป็นตัวขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รวมไปถึง ธุรกิจ SME โดยมีเป้าหมายคือ

1) การสร้างมาตรฐาน (Standard) ของกระบวนการผลิต และผลผลิต

2) การสร้างผลิตภาพ (Productivity)

3) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)

เมื่อภาคการผลิตของระบบเศรษฐกิจฐานรากมีขีดความสามารถทั้ง 3 ด้านนี้แล้ว ผมมีความเชื่อว่า อนาคตของระบบเศรษฐกิจประเทศไทย จะไม่มีทางสั่นคลอนหรือเปราะบางได้ง่ายดังเช่นที่ผ่านมา

และอาจเป็นต้นแบบในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้กับโลกใบนี้ก็เป็นได้ ในภาวะที่วิกฤตไวรัสทำความเสียหายให้กับแนวคิดเศรษฐกิจของโลกในแบบเดิมๆ อย่างย่อยยับเช่นนี้

ซึ่งนี่ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง อีกข้อเสนอหนึ่งที่ผ่านการกลั่นกรองจากประสบการณ์ทั้งจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนคนหนึ่ง ตลอดการทำงานที่ผ่านมาทั้งในฐานะตัวแทนของประชาชน และพลเมืองที่ดีของประเทศไทย เพื่อฝากส่งไปยังผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หวังว่าจะพิจารณาความเห็นและข้อเสนอต่างๆ จนกลายเป็นมาตรการ นโยบาย หรือข้อปฏิบัติอย่างแม่นยำนะครับ
#วิกฤตไวรัสคือโอกาสปรับฐานเศรษฐกิจประเทศ