‘ณัฐวุฒิ’ จี้รัฐเร่งเยียวยาประชาชนยามฉุกเฉิน ถามคนร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เคยคิดถึงว่าประเทศจะมีวิกฤตแบบนี้หรือไม่

18.04.20 | 15:59 น.

‘ณัฐวุฒิ’ จี้รัฐเร่งเยียวยาประชาชนยามฉุกเฉิน ถามคนร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เคยคิดถึงว่าประเทศจะมีวิกฤตแบบนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 18 เมษายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า อีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องเอ่ยขอโทษประชาชนเพราะเกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารเรื่องเงิน 5,000 บาท แม้ท่าทีที่ออกมาจะเป็นการยอมรับข้อผิดพลาดของผู้นำประเทศ แต่ต้องพูดกันตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่วิธีการบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เป็นวิกฤตใหญ่ระดับโลก คนเป็นนายกฯพูดอะไรต้องมีน้ำหนัก ชัดเจน แล้วก็จบทันที ไม่ต้องแปล ไม่ต้องอธิบายกลับไปกลับมาจนคนเกิดความไม่เชื่อมั่นแล้วก็เกิดความระส่ำระสาย หวังว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการป้องกันรักษาโรคแล้วก็ควบคุมการแพร่ระบาด แต่พร้อมๆ กันนั้นต้องบำบัดรักษาโรคหิว โรคไม่มีกินของประชาชนด้วย


“วันนี้การควบคุมโรคอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่การจัดการกับความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่ในระดับที่น่าหนักใจและน่าเสียวไส้ แค่เรื่องเงิน 5,000 บาทเรื่องเดียวจนถึงวันนี้ยังไม่จบ และดูไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าเปลี่ยนคำว่าอุทธรณ์เป็นคำว่าทบทวนสิทธิได้ การเรียกเงินจำนวนนี้ว่าเงินเยียวยาก็ควรเปลี่ยน เพราะคำว่าเยียวยาหมายความว่ารอได้อีก 2-3 เดือนหรือปีหน้า แต่ความหมายจริงๆ ของเงิน 5,000 บาทนี้คือ เงินยังชีพฉุกเฉิน ต้องได้ทันที ต้องกินวันนี้ และรออีกต่อไปไม่ไหว วันนี้คนจำนวนมากถอยถึงแนวรบสุดท้าย อะไรที่มีติดตัวเอาออกไปขาย อะไรที่มีอยู่ในบ้านเอาออกไปจำนำจนไม่เหลืออะไรแล้ว” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า มีคนบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่าพวกที่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแจกเงิน 5,000 บาท เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่คัดค้านการแจกเงิน 2,000 บาทในนโยบายประชารัฐ ต้องเข้าใจใหม่ว่ามันคนละเรื่อง การแจกเงิน 2,000 บาทในนโยบายประชารัฐ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งทำในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่มีงานทำและช่วยเหลือตัวเองได้ตามสถานภาพ จึงมีเสียงคัดค้านเพราะเห็นว่าหากจะกระตุ้นเศรษฐกิจควรมีมาตรการระยะยาวที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเข้มแข็งมั่นคงและยั่งยืน ต่างจากเงิน 5,000 บาทในสถานการณ์นี้ นี่คือเงินกระตุ้นชีวิตให้สามารถดำรงต่อไปได้ คนเขาไม่ได้ทำงาน ไม่มีเงิน

“ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาจะงอมืองอเท้า แต่รัฐบาลมัดมือมัดเท้าไม่ให้เขาทำมาหากินได้ เข้าใจว่าเพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาด แต่กับประชาชนคนยากคนจน เมื่อมัดมือมัดเท้าท่านต้องมีข้าวป้อน ถ้ามัดทั้งมือทั้งเท้าแล้วข้าวก็ไม่มีกินเขาจะอยู่กันอย่างไร รัฐบาลอาจจะอธิบายว่ามีเหตุผล มีข้อจำกัด มีระเบียบ มีตัวบทกฎหมาย แต่กับสถานการณ์ตอนนี้คิดกรอบเดิมไม่ได้ เมื่อโควิด-19 ลอยมาเหนือกติกา ก็ต้องคิดนอกกรอบ ตอบโจทย์ให้ได้ว่า 27 ล้านคน ที่มาลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาท จะจัดการอย่างไร ทั้งนี้ ตนเริ่มสงสัยว่ากรอบเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะทยอยกู้เข้ามาแก้ปัญหานั้น แท้จริงนั้นยังไม่มีมาตรการ ยังไม่มีรูปธรรมที่จะใช้เงินใช่ไหม ถ้าหากไม่มีมาตรการชัดเจน เอาเงินมามากกว่านี้อีกกี่เท่าก็ไม่มีความหมาย” นายณัฐวุฒิกล่าว

Advertisement

นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีอายุถึงสิ้นเดือนเมษายน แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งประเทศจะต้องถูกล็อกดาวน์ไปพร้อมๆ กันทั้งหมด อย่างน้อย 9 จังหวัดที่ยังคงปลอดเชื้อน่าจะเป็นดี 1 ประเภท 1 พื้นที่นำร่องให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางชนิดสามารถขับเคลื่อนภายใต้มาตรการที่เหมาะสมได้ ต่อมาเป็นกลุ่มจังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ มีอยู่ 25 จังหวัด น่าจะเป็นชุดถัดไป เข้าใจว่าการรับมือโรคระบาดต้องไม่ประมาท การ์ดอย่าตก แต่ถ้ามวยเอาแต่ตั้งการ์ดอย่างเดียว ไม่ออกอาวุธอะไรไปบ้าง เราจะเอาชนะได้อย่างไร ไม่ได้หลับหูหลับตาดึงดัน ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกเดินก้าวยาวๆ แต่ในบางพื้นที่ลองขยับก้าวสั้นๆ ดู ความเข้มงวดเข้มแข็งเรื่องมาตรการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดยังต้องเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา แต่ในทางเศรษฐกิจ เมื่อประชาชนหมดหวังกับมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ก็ควรเปิดพื้นที่ให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้

“ทั้งนี้ หลังผ่านสถานการณ์โควิด-19 หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าโลกจะไม่เหมือนเดิม ตอนนั่งเขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คนที่นั่งกันอยู่ในวงใครคิดบ้างว่าจะมีวันนี้ อย่างไรก็ตาม อย่าว่าแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเลย เกิดโควิด-19 มา 3-4 เดือน ยังไม่เห็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจนวินาทีนี้ ยังเอาใจช่วยรัฐบาล ลุ้นทุกวันให้แก้ปัญหาได้ แต่บางเรื่องน่าหนักใจก็ต้องพูดกันตรงๆ” นายณัฐวุฒิกล่าว