บทนำ : ปรับตัว-รีสตาร์ต
หลังจากไม่พบว่ามีผู้เสียชีวิตติดต่อกัน 3 วันและตัวเลขผู้ติดเชื้อลดต่ำลง ในวันที่ 20 เม.ย. มีการประชุมหาแนวทางผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศไทย เพื่อเตรียมเสนอต่อ ศบค. นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรคและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ.แถลงว่า ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตโรคระบาด โดยมีเงื่อนไข ดังนี้ 1.มีความเข้มข้นในมาตรการตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ ทุกจังหวัดต้องมีระบบค้นหาผู้ติดเชื้อ 2.ประชาชนคนไทย ทุกภาคส่วน จะต้องตกลงว่าจะปฏิบัติสุขลักษณะที่ถูกต้อง 3.ขณะนี้มีผู้ตกงาน 7-10 ล้านคน ภาคธุรกิจได้หารือพูดคุยกันเรื่องหากจะต้องเปิดกิจการ จะต้องจัดระดับตามความเสี่ยง พร้อมทั้งปรับมาตรการในกิจการ เพื่อลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด เงื่อนไข มีอาทิ ความหนาแน่นของผู้เข้าใช้บริการ ไม่มีการร้องเชียร์ ไม่พูดจากันมาก อากาศถ่ายเทได้สะดวก การสร้างระยะห่างในพื้นที่
นพ.คำนวณกล่าวอีกว่า 4 ส่วนกิจการที่เสี่ยงสูงจะยังไม่อนุญาตให้เปิด สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงกลางจัดความเสี่ยงให้ลดลงได้ ก็ให้ทยอยเปิดได้ เช่น ร้านตัดผม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โดยต้องไม่จัดโปรโมชั่น นาทีทอง ปรับพื้นที่รองรับผู้เข้าใช้บริการ เช่น 1 ชั่วโมง เข้าได้กี่คน การบริการห้องน้ำจะต้องไม่ให้เข้าคิวรอ กิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สวนสาธารณะเปิดได้ แต่จะต้องไม่ใช่เข้าไปชุมนุม หรือจับกลุ่มกันทำกิจกรรมเสี่ยงแพร่เชื้อ และ 5.ประเทศไทยจะต้องมีการเฝ้าระวังการแพร่เชื้อไวรัสแบบเรียลไทม์ ทั้งในระดับประเทศ จังหวัดและอำเภอ หากมีอันตราย มีความเสี่ยงก็ต้องหยุด หรือถอยกลับมา
ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุขกล่าวอีกว่า การเปิดจะดูเป็นจังหวัด อาทิ 32 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยใหม่ในรอบ 14 วัน อาจทดลองเปิดผ่อนคลายโดยเริ่มปลายเมษายนนี้ หากเรียบร้อย จะปรับเพิ่มอีก 38 จังหวัด ที่ติดเชื้อประปราย ใน 2 สัปดาห์ถัดไป คือ เดือนพฤษภาคม ส่วน 7 จังหวัด ที่มีการระบาดต่อเนื่อง แต่ไม่มีการระบาดใหญ่ จะเริ่มผ่อนคลายในต้นเดือนมิถุนายน จากคำแถลงดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวดี แต่ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม ผู้ประกอบกิจการต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ประชาชนก็ต้องระมัดระวังตัวเองไปพร้อมกัน เพื่อให้การรีสตาร์ตดำเนินไปอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอีก

