รายงานหน้า 2 มติชน 24 เมษายน 2563 นิมิตหมายดี‘กลาโหม’หั่นงบ ลดกระแสสังคมที่มีต่อ‘ทหาร’

24.04.20 | 10:00 น.
24 เมษายน 2563 นิมิตหมายดี‘กลาโหม’หั่นงบ ลดกระแสสังคมที่มีต่อ‘ทหาร’

รายงานหน้า 2 มติชน 24 เมษายน 2563 นิมิตหมายดี‘กลาโหม’หั่นงบ
ลดกระแสสังคมที่มีต่อ‘ทหาร’

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีกระทรวงกลาโหมหั่นงบประมาณจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ 18,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น


ผศ.ดร.วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์ ม.พะเยา

การกระทรวงกลาโหมจะหั่นงบประมาณจัดซื้ออาวุธ จำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น ส่วนตัวเข้าใจว่าทางผู้กำกับนโยบายคงจะมองเห็นถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมจึงตัดสินใจนำส่วนหนึ่งของงบประมาณ ทั้งจากโครงการที่ไม่ได้เป็นงบผูกพันทั้งหมด และโครงการที่เป็นงบประมาณผูกพันมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของโครงการ ด้วยความที่สอดคล้องกับสถานการณ์และกระแสสังคมจึงจำเป็นต้องกำหนดทิศทางเช่นนี้

กระแสสังคมมีส่วน เพราะหากไม่มีกรณีสถานการณ์โควิด-19 เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อกองทัพที่ผ่านมาก็ยังคงอยู่ ในส่วนผู้กำกับนโยบายของกองทัพแต่ละชุดก็คงจะมีข้ออ้างว่าเป็นงบผูกพันมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้า อ้างได้ว่าไม่สามารถที่จะนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยประนีประนอมสถานการณ์โควิด การหั่นงบประมาณจำนวนนี้มาช่วยสถานการณ์ก็น่าจะมีส่วนช่วยลดกระแสสังคมที่มีต่อกองทัพบกได้ อีกทั้งยังตอบโจทย์ข้อกังขาที่พุ่งเข้ามากรณีการพยายามลงนามเซ็นสัญญาจัดซื้ออาวุธในช่วงเวลานี้ด้วย

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่กองทัพนำเงินส่วนนี้มาช่วยสถานการณ์โควิด ด้วยการนำกระแสตอบรับของสังคมมาปรับทิศทางเรื่องการวางงบประมาณของกองทัพในแต่ละครั้งคราว ส่วนนี้เองอย่างที่ทราบกันดีว่ามีกระแสความเคลือบแคลงสงสัย เนื่องจากมีหลายส่วนของงบประมาณที่ไม่ได้เปิดเผย

ดังนั้น สังคมจึงยังคลางแคลงใจอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา หากมีการปรับกระบวนการที่จะแสดงออกซึ่งความโปร่งใสมากขึ้นเท่าที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้หมายถึงความว่าต้องปรับทุกอย่าง เพราะเรื่องของความมั่นคงก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นจะต้องพิจารณาในมิตินั้นอยู่ เพียงแต่การทำให้สังคมลดความเคลือบแคลง และมีความไว้วางใจต่อกองทัพมากขึ้นก็น่าจะเป็นการดี

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การเกลี่ยงบจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อดูแลงานด้านสาธารณสุข นำไปใช้จ่ายแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19 เป็นเรื่องที่จำเป็นและมีความสำคัญ ขณะที่การกู้เงินก็จะเป็นปัญหาในการเกิดหนี้สาธารณะ และการทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้นการเกลี่ยงบจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายในเรื่องที่เร่งด่วนมาก ก็ควรจะต้องดำเนินการ

สำหรับกระทรวงกลาโหมเกลี่ยงบ 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม กรณีการซื้ออาวุธ ทำให้ต้องมีการแสดงออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบการใช้งบประมาณในภาวะวิกฤต และหากไม่ดำเนินการใดๆ ปัญหาเรื่องความชอบธรรมและการตั้งคำถามจากสังคมก็จะเกิดขึ้น

หลังจากมีการเกลี่ยงบกลาโหมแล้ว ก็ต้องติดตามอีกว่าจะนำไปใช้จ่ายในส่วนไหนอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 และถ้าหากมองถึงเหตุผลความจำเป็น งบ 1.8 หมื่นล้านบาทในสถานการณ์ขณะนี้ กลาโหมควรจัดสรรงบให้มากกว่านี้ เนื่องจากเรื่องของการใช้งบเพื่อความมั่นคงได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เป็นความมั่นคงในรูปแบบใหม่เช่น การเกิดโรคระบาด ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม พลังงาน

ดังนั้นการปรับลดงบอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ เพราะกองทัพในหลายประเทศไม่ได้ขนาดใหญ่โต แต่มีประสิทธิภาพ ในอนาคตจะต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบใหม่ให้สอดรับกับโลกในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องจำเป็น

นอกจากการจะซื้ออาวุธ การจ่ายค่าจ้าง ค่าตอบแทนเงินเดือนให้กับบุคลากร เพราะงบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องเหล่านี้

สำหรับการซื้ออาวุธของกองทัพ หลายฝ่ายจะต้องติดตามตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างตามระบบ แต่ในประเทศไทยจะให้ความสนใจกับการตรวจสอบทางการเมือง และการตรวจสอบทางกฎหมาย

แต่ว่าการตรวจสอบโดยภาคประชาสังคม ไม่มีใครให้น้ำหนักในส่วนนี้ ทั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกลไกในการปราบคอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

ภาคประชาสังคมต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนการตรวจสอบเพื่อทำให้การวิจารณ์ในเรื่องต่างๆ เรื่องความโปร่งใสจะลดลง

ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 คาดว่าจะมีการจัดสรรงบเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ งบเยียวยา งบกลาง จะมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนงบปี 2563 งบกลางเป็นสิ่งที่ถูกวิจารณ์และจับตามอง เนื่องจากมีการจัดงบกลางมากที่สุดประมาณร้อยละ 16 แต่ในปี 2564 งบกลางจะมีมากว่านี้ เพราะจะต้องใช้เยียวยา แก้ไขผู้ที่ได้รับกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 หรือปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายส่วน รองลงมาเป็นสาธารณสุข งบกลาโหม

งบที่ลดลงอย่างชัดเจนน่าจะเป็นงบการศึกษา และเชื่อว่าในปี 2564 จะเป็นการทำงบแบบขาดดุลเหมือนเดิมในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและถดถอย

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการจัดทำงบจะมีข้อผูกพันกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทจากหนี้สาธารณะด้วยหรือไม่ เพื่อตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างจริงจัง ซึ่งในอนาคตจะมีคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบดังกล่าว

สำหรับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงจากแนวทางการเยียวยาหลายด้าน เชื่อว่าการทำงบรายจ่ายปี 2564 ไม่มีปัญหาอะไรมาก

ขณะที่ภาษีจัดเก็บได้น้อยลง แต่รัฐบาลได้กู้เงินจำนวนหาศาลเข้ามาเติมในระบบ คาดว่าจะช่วยพยุงฐานะทางการคลังของรัฐบาลได้ เพียงแต่ระยะยาวต้องระวังการก่อหนี้สาธารณะ และต้องดูว่าการนำไปใช้จ่ายได้ผลดี มีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลพอสมควร

เพราะต้องดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้สอดรับด้วยหรือไม่ เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายส่วน

ทั้งการผลิตในรูปแบบใหม่ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน การทำธุรกิจหรืออุตสาหกรรมแบบเดิมจะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีก

จึงต้องดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการรองรับได้ดีหรือไม่ ทั้งรูปแบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรม เศรษฐกิจในระดับชุมชนท้องถิ่น

ดังนั้นการกำหนดนโยบายก็ต้องมองในสิ่งเหล่านี้ด้วย

การมองไปข้างหน้าอีก 12-18 เดือน ในยุคหลังโควิด-19 เป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งเชิงเศรษฐกิจจะต้องมีความเปลี่ยนแปลงมากมายที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี การอำนวยความสะดวก ไม่ใช่แค่เขียนจดหมายถึง 20 มหาเศรษฐีเพื่อช่วยทำโครงการ

ดังนั้นการวางรากฐานในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับด้านสังคมก็ต้องมีแผนการเยียวยา การสร้างอาชีพ การกระจายอำนาจสู่ชุมชนเพื่อทำให้คนตกงานจากเมืองใหญ่กลับไปถิ่นฐานเดิม และเรื่องการเมืองจะต้องมีการปฏิรูปกลไกภาครัฐ การปฏิรูประบบราชการหากมีวิกฤตซ้ำอีก จะต้องทำงานให้มีเอกภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะต้องทำให้ประชาชนมีอำนาจเข้ามาตัดสินใจร่วมกับภาครัฐ ขณะที่ข้อมูลต่างๆ ต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

เราไม่ควรตีความว่าเรื่องนี้เป็นการเสียสละ หรือทำเพื่อประชาชนของกองทัพ นี่เป็นสิ่งที่กองทัพควรทำอยู่แล้ว และเขาควรยอมรับความจริงว่าปัจจุบันนี้กองทัพมีความจำเป็นต่อประเทศไทยแค่ไหน

ที่ผ่านมาเรื่องงบประมาณด้านความมั่นคงมีอยู่เยอะ และคำถามของ “ความมั่นคง” คือจริงๆ แล้วคือความมั่นคงของอะไร เป็นความมั่นคงของรัฐหรือไม่ เพราะโลกในปัจจุบันนี้ รวมถึงไทยเองก็พูดถึงเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) กล่าวคือด้านประชากรในประเทศ หากมีสภาวะอะไรสักอย่างที่ดี ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ นี่คือเรื่องความมั่นคง แต่ประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างแท้จริง

ส่วนตัวมองว่างบกองทัพสามารถตัดได้มากกว่านี้ และไม่จำเป็นต้องตัดด้วยเหตุโควิด-19 แม้ในสถานการณ์ปกติก็ควรตัดงบประมาณได้มากกว่านี้ เพียงแต่กองทัพมักอ้างความมั่นคงเพื่อให้ได้งบประมาณจัดซื้อต่างๆ เช่น เรือดำน้ำ ซึ่งก็ถูกตั้งคำถามจำนวนมากว่ามีความจำเป็นแค่ไหน

การตัดงบ 1.8 หมื่นล้านบาทเพื่อช่วยเหลือโควิด ไม่ควรออกมาจากกองทัพด้วยซ้ำ แต่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่สั่งการลงมา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าตัวนายกฯไม่ได้มองเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การตัดสินใจของกองทัพจึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานด้านประโยชน์ของประเทศหรือประชาชน แต่เป็นเรื่องภาพลักษณ์ของกองทัพมากกว่า

เรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นประเด็นที่พูดกันมานานแล้วในประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถูกหยิบยกมาให้เป็นลำดับความสำคัญ เพราะหากไปดูนโยบายของรัฐเอง ความมั่นคงเป็นอันดับแรกของรัฐบาลประยุทธ์ตั้งแต่รัฐประหารมา และความมั่นคงในความหมายของรัฐบาลประยุทธ์เน้นเรื่องทหารเป็นหลัก ซึ่งมองว่าไม่ได้ตอบโจทย์ประเทศ

เมื่อดูการแข่งขันในปัจจุบันแล้ว ต่อให้เราซื้อรถถังใหม่ก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะแข่งขันด้านการทหารกับใครได้ นี่เป็นเรื่องโบราณไปแล้ว

ดังนั้น เรื่องความเข้มแข็งที่จะสร้างให้ประเทศได้คือการลงทุนเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ที่ควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงครั้งคราว และแม้โควิด-19 จะเป็นวิกฤตเพียงระยะสั้น แต่ก็ไม่มีอะไรสะท้อนว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนลำดับความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณ

จริงๆ แผนยุทธศาสตร์หรือแผนอื่นๆ ก็มีการพูดถึงเรื่องการใช้งบประมาณ แต่เรื่องลำดับความสำคัญนั้นขึ้นอยู่กับตัวนายกฯด้วย การที่เรามีนายกฯเป็นทหารเขาก็มีมุมมองแบบทหาร ซึ่งไม่ได้ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันที่ควรมองว่าทั่วโลกเจอปัญหาเศรษฐกิจ

ฉะนั้น การที่เรามีนายกฯเป็นทหาร หรือคุณประยุทธ์เอง เชื่อว่าคงไม่เข้าใจบริบทความสำคัญเหล่านี้ได้ สุดท้ายแล้วก็ยังมีการพูดถึงยุทโธปกรณ์อยู่

ตราบใดที่ยังมีนายกฯเป็นทหาร ความเปลี่ยนแปลงเรื่องงบประมาณหลังจากหมดโควิด-19 ก็คงไม่ได้มีมากนัก และยังเชื่อว่าหากเรามีนายกฯที่ไม่ใช่ทหาร อาจมีมุมมองและวิธีคิดที่แตกต่างกัน สามารถเข้าใจบริบทของโลกมากกว่านายกฯที่เป็นทหาร

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงเรื่องอิทธิพลกองทัพต่อรัฐบาลที่หลายครั้งยังมีเงื่อนไขการได้มาซึ่งงบประมาณ และสิ่งที่เราเห็นมาตลอดคือการรัฐประหารโดยทหาร