‘โฆษกศบค.’ ยกตปท.ยังยืดเวลาล็อกดาวน์-ควบคุมเข้มข้น ชี้ ไทยต้องการ์ดไม่ตก

“โฆษกศบค.” ยกเคสต่างประเทศยืดเวลาล็อกดาวน์-ควบคุมคน เทียบไทย บอกเราไม่ใช้ประเทศเดียวที่ใช้มาตรการเข้มแบบนี้ เผย ตัวเลขผู้ติดเชื้อไทยอยู่ที่ 15 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงรายงานประจำวัน ว่า วันนี้มีผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น กลับบ้านได้อีก 60 ราย ตัวเลขสะสมผู้ที่หายแล้วอยู่ที่ 2490 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่ 15 ราย ยืนยันสะสม 2854 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มในวันนี้ โดยกลุ่มอายุสูงสุดยังอยู่ที่ช่วงอายุ 20-29 ปี ทั้่งนี้ ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ทำให้ตัวเลขอยู่หลัก 10 มีผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลลดลงเหลือเพียง 314 ราย ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ซึ่งผู้ป่วยใหม่ 15 ราย 11 รายเป็นผู้ป่วยรายใหม่จากการเฝ้าระวัง และระบบบริการ ส่วนการค้นหาในเชิงรุกที่จังหวัดยะลาพบ 4 คน เท่ากับตัวเลขมาจาก กทม. 4 ราย ภูเก็ต 4 ยะลา 4 สงขลา 1 สมุทรปราการ 1 และปทุมธานี 1 ราย โดย 10 จังหวัดแรกที่มีจำนวนมากที่สุดยังเป็น กทม. ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรปราการ ยะลา ปัตตานี สงขลา เชียงใหม่ และปทุมธานี

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับการเรียกผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์มาตรวจนั้น กทม. มีจำนวน 11,165 ราย รองลงมาเป็นยะลา 4,448 ราย นนทบุรี 3630 ราย ชลบุรี 1879 ราย ภูเก็ต 2163 ราย และสมุทรปราการ 1302 ราย เราพยายามเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุดเพื่อให้รับรู้ โดยจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดง เป็นกลุ่มเป้าหมานที่เราพยายามสแกนหาคนที่มีอาการเพื่อให้เข้ามารับการรักษา ดังนั้น ถ้าท่านอยู่ในจังหวัดที่มีการติดเชื้อสูง แล้วมีอาการขอให้ไปสถานพยาบาลใกล้บ้านท่านเพื่อขอรับการตรวจได้เลย โดยพื้นที่สีแดง ได้แก่ กทม. อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ชลบุรี สมุทรปราการ กระบี่ ชุมพร นราธิวาส ปัตตานี ภูเก็ต ยะลา และสงขลา ในขณะที่ฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ พะเยา และสุราษฎร์ธานี ตกอันดับลงมาจากสีส้มแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ต้องขอบคุณทางผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารทุกส่วน และพี่น้องประชาชนในจังหวัดนั้นๆ อย่างไรก็ตาม การเกิดผู้ป่วยรายใหม่ทั้งในต่างจังหวัด และกทม. ยังทรงๆ ตัว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า จากกราฟ เราไม่อยากให้มียอดที่ 4 ที่ 5 สูงขึ้นมาอีกแล้ว เพราะถ้าสูงขึ้นอีก ทรัพยากรทางด้านการเงินของเรามีจำกัด เงินเราไม่พอแน่ถ้าจะต้องเอามาทุ่มมาเทกับการป่วย และการรักษาพยาบาล ไม่ใช่เพียงแค่เสียเงินอย่างเดียว แต่เสียชีวิตด้วย สำหรับกราฟผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค เราเรียกคนเข้ามาตรวจมากขึ้น มีอาการแค่เป็นไข้มาก็เข้ามาตรวจ วันหนึ่งเข้ามาตรวจราว 2,000 คน ดังนั้น เราต้องเพิ่มยอดนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า ศักยภาพในการตรวจ เช่น ที่ กทม. สามารถตรวจได้ 10,000 ตัวอย่างต่อวัน ขณะที่ต่างจังหวัดก็เช่นเดียวกัน รวมแล้ว เราสามารถตรวจได้รวมทั้งประเทศแล้ว 20,000 ตัวอย่างต่อวัน และสามารถเข้าตรวจได้ 123 แห่ง ซึ่งต่อไปจะทำให้ครบทุกจังหวัดให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเราเพิ่มศักภาพขึ้นมาเรื่อยๆ โดยต้องเรียนว่า โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่เรามีเวลารู้จักเพียง 3 เดือนเท่านั้น การดำเนินการทุกอย่างเราทำตามศักยภาพ และพยายามพัฒนาระบบของเรา ซึ่งต้องชื่นชมทางนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำให้ประเทศไทยเรามีระบบป้องกัน และสกีนนิ่งที่ดี

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 2,715,614 ราย อาการหนัก 59,678 ราย หายดี 744,451 ราย และเสียชีวิตไป 190,422 ราย คิดเป็น 7% ซึ่งถือว่ามากทีเดียว โดยประเทศที่เป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 49,845 ราย พรุ่งนี้น่าจะแตะที่ 50,000 ราย แม้ไม่อยากจะพูดแบบนี้ แต่ตัวเลขนำมากจนต้องเป็นห่วงเป็นใยกับเขา ขณะที่ผู้ติดเชื้อรวม 880,240 ราย ซึ่ง อังกฤษ อิตาลี สเปน ก็ยังอยู่ในลำดับต้นๆ ส่วนที่มีความเป็นห่วงกรณีมีลูกหลานเรียนอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้นั้น ตนรับทราบมาว่า สถานทูตแต่ละแห่ง รวมถึงสถานกงสุลในทุกประเทศทำงานอย่างหนัก โดยเชื่อมประสานกับน้องๆทุกคน และพยายามดูแลทุกคนให้กลับบ้านให้ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเครื่องที่จะบิน และน่านฟ้าของประเทศนั้นๆว่าเปิดหรือไม่ด้วย อย่างไรก็ตาม ในประเทศแถบเอเชีย ญี่ปุ่น มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 418 ราย สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 1037 ราย เกาหลีเพิ่ม 6 ราย อินโดนีเซียเพิ่ม 357 ราย ฟิลิปปินส์เพิ่ม 271 และมาเลเซียเพิ่ม 71 ราย เราต้องช่วยกันสอดส่องดูการติดเชื้อรอบบ้านเราว่าเป็นอย่างไร และต้องดูการเข้าออกไม่ให้เป็นช่องทางเพิ่มการติดเชื้อ โดยมาตรการของแต่ละประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ขยายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมออกไปจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม หลังจากมีผู้ละเมิดกฎในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับร้านอาหารแบบซื้อกลับบ้านและธุรกิจทั้งหมดต้องปิด ยกเว้นบริการที่จำเป็น โดยการละเมิดกฎโดยการละเมิดกฎดังกล่าวจะถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 100 ล้านรูเปียห์ และจำคุกสูงถึงหนึ่งปี และยังขอให้ชาวมุสลิมทำการละหมาดที่บ้านแทนที่จะไปมัสยิด ขณะที่ประเทศยูเครนขยายมาตรการล็อกดาวน์ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม สหราชอาณาจักรอาจใช้มาตรการคุมเข้มทางสังคมยาวตลอดทั้งปี หรือจนกว่าวัคซีนจะสำเร็จ เบื้องต้นได้ประกาศเพิ่มระยะเวลาล็อคดาวน์ไปจนถึง 7 พฤษภาคมและยังมีแนวโน้มจะขยายเวลาออกไปอีกหากสถานการณ์โดยรวมยังไม่ดีขึ้น ขณะที่สหพันธรัฐมาเลเซีย ประกาศขยายเวลาเพิ่มเติมจากคำสั่งควบคุมการเคลื่อนไหวครั้งที่ 3 ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 เมษายนนี้ โดยจะออกคำสั่งควบคุมการเคลื่อนไหวครั้งที่ 4 ต่อไปอีก เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อมที่อยู่บ้านให้มากขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเราคงจะคาดการณ์ไม่ได้แตกต่างไป เราไม่ใช่ประเทศเดียวที่ใช้มาตรการเข้มๆแบบนี้ เพราะเราต้องพยายามไม่ให้การ์ดของเราตก

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการพาคนไทยกลับบ้านนั้น ในวันนี้จะกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น 31 คน อินเดีย 171 คน ซึ่งเป็นพระสงฆ์ แม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรม และวันที่ 25 เมษายน จะมีกลับจากอิหร่าน 21 คน และอินเดียอีก 171 คน โดยพี่น้องประชาชนที่อยู่ต่างประเทศและต้องการกลับมา ขอให้ติดต่อสถานทูตแต่ละประเทศเพื่อที่เราจะได้ทราบตัวเลขที่ชัดเจน เพื่อจะได้ดูแลท่านและเตรียมมาตรการรองรับ ส่วนการปฏิงานของศูนย์ความมั่นคง มีการปรับเปลี่ยนมาตรการจากการลดจุดตรวจ เพิ่มสายตรวจแทน ทำให้ตัวเลขของการดำเนินคดีผู้ออกนอกเคหะสถานลดลง ร้อยละ 35 ชุมนุมมั่วสุมลดลงถึง 67 รายต่อวัน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ และขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือ โดยเชียงใหม่ ภูเก็ต กทม. ยังมีผู้ฝ่าฝืนมากอยู่ ก็ต้องช่วยเตือนกันในจังหวัดที่มีชื่อซ้ำๆอยู่นี้ ซึ่งกลุ่มคนที่กระทำผิดส่วนใหญ่อยู่ระหว่างช่วงอายุ 18-30 ปี เป็นชาย มากกว่าหญิงครึ่งต่อครึ่ง แต่ช่วงอายุ 51-60 ปี ผู้หญิง จะมากกว่าชาย พี่น้องในครอบครัวต้องตักเตือน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กลุ่มเสี่ยงโควิด-19 คัดกรองได้ฟรี สปสช.หนุนงบตรวจแล็บทุกสิทธิรักษา
บทความถัดไปวิคตอเรีย เบคแฮม ถูกโซเชียลรุมว่า หลังเลิกจ้างพนักงาน 25 คน