สถานีคิดเลขที่12 : รักยาว-รักสั้น : โดย จำลอง ดอกปิก

25.04.20 | 12:00 น.

แม้ยิงกระสุนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว

ลึกๆ รัฐบาลอยากขยายการบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เนื่องจากข้อห้ามเป็นประโยชน์ต่อการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด และมีผลพลอยได้ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารในสถานการณ์พิเศษที่ตามกฎหมาย หนุนส่งบทบาท หน้าที่ นายกฯ โดดเด่นเป็นที่ยิ่ง

รักษาการตามกฎหมายถึง 40 ฉบับ ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงขึ้นตรงทำเนียบฯ

บริหารเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว

Advertisement

อีกทั้งเนื้อหาในบทบัญญัตินั้นเล่า ก็เอื้อต่อแนวทางที่นิยมชมชอบ

สืบทอดการบริหารยุครัฐบาลทหาร เป็นภาคที่สองของการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ห้ามชุมนุมเคลื่อนไหว

ปิดปากทุกฝ่ายได้อีกครั้ง

แต่จับสัญญาณ เสียงเรียกร้องจากภาคส่วนต่างๆ เรียลไทม์ขณะนี้

ฝืนกระแสไม่ได้หรอก

จะใช้ยาว รอจนกว่าปราบโควิดให้สิ้นซากไม่ได้หรอก

อย่างมากที่สุด ก็แค่ยืดได้อีก 1 ครั้ง เพดานเต็ม 1 เดือน

แต่ก็น่าจะเป็นการขยายบังคับใช้ในลักษณะการเผื่อเหลือเผื่อขาด ที่การระบาดยังไม่อาจไว้วางใจได้เท่านั้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมเซ็นยกเลิกตลอดเวลาหากสถานการณ์บังคับ

ที่ระบุว่าฝืนกระแสมิได้ เนื่องจากตัวเลขผู้ป่วยใหม่ลดลง สวนทางกับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่มิใช่การเจ็บไข้ได้ป่วย แต่จากผลพวงพิษไวรัส จากมาตรการต่างๆ คำสั่งห้ามของรัฐ และจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีจำนวนมาก

หากนับเอาตัวเลขอย่างเป็นทางการ ขอรับความช่วยเหลือเงินเยียวยา 5 พัน

ปริมาณสูงถึง 29 ล้านคน ไม่นับผู้คนตกหล่น เร่ร่อน ไม่อยู่ในสารบบทะเบียนราษฎร

ตัวเลขจริง เดือดร้อนมากเท่าใด

แม้ว่ารัฐบาลดูแลช่วยเหลือ จ่ายเงินให้เปล่า 3 เดือน 1.5 หมื่นบาท ครอบคลุมกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนสูงในระดับหนึ่งก็ตาม

แต่ก็บรรเทาได้เศษเสี้ยวเท่านั้น

หากรัฐไม่ปลดล็อกมาตรการสั่งห้าม และกฎเหล็กประการต่างๆ ที่บังคับใช้อยู่

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ชะงักงันอย่างในปัจจุบัน

ไม่มีทางที่ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ จะยืนอยู่ได้

ตัวเลขผู้ยื่นลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 5 พัน แถวยาวเหยียดของผู้คนต่อคิวรับสิ่งของบริจาค อาหารแจกดำรงชีวิตประจำวัน อารมณ์เดือดดาลของคนไม่พอใจที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่สั่งห้ามกิจกรรมแจก ช่วยเหลือประชาชน ถึงขั้นวิ่งไล่ ตามทำร้ายเจ้าหน้าที่

นี่คือสัญญาณเตือน

หากไม่ผ่อนคลาย คืนความปกติให้กับบ้านเมือง อะไรจะเกิดขึ้นและท้ายที่สุดจะกลายเป็นปัญหาการเมืองหรือไม่

เป็นปัญหาการเมืองที่ถูกบีบ ทั้งจากข้างบนและข้างล่าง

ฐานบนคือ ภาคของผู้ประกอบการ ธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ ที่ขณะนี้เสียงเรียกร้องดังขึ้นทุกขณะ

ข้างล่างคือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ

เดือดร้อนทั้งนายทุน กลุ่มทุน ผู้ประกอบการ และชาวบ้านลูกจ้าง ภาคส่วนต่างๆ ที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งในห่วงโซ่เศรษฐกิจ

วันที่ประกาศข้อห้ามต่างๆ วันที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับวันนี้

สถานการณ์กลับกัน วันนั้นผู้คนตื่นตระหนก ผวาเจ็บป่วย อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

แต่วันนี้ที่ได้รับผลกระทบของจริง มิใช่โรคภัยไข้เจ็บที่ดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แต่เป็นเรื่องไม่มีจะใช้ จะกิน

รัฐบาลใช้เครื่องมือถูกต้อง แก้ไข สกัดกั้น คุมการแพร่โรคระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้ดี เป็นผลงานที่น่าชื่นชม

แต่ก็ต้องวางจังหวะก้าวให้ดี บริหารโดยอยู่บนพื้นฐานรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับปากท้องประชาชน

ไม่ให้น้ำหนัก เรื่องหนึ่งเรื่องใดมากเกินไป

รอดชีวิตแล้ว แต่ต้องทำให้อยู่ได้ด้วย