‘ดีเอสไอ’ โต้แย้งอัยการไม่อุทธรณ์คดี ‘โอ๊ค’ ฟอกเงินกรุงไทยให้ ออส.ชี้ ยืนยันเจตนา

25.04.20 | 14:08 น.
แฟ้มภาพ

‘ดีเอสไอ’ โต้แย้งอัยการไม่อุทธรณ์ คดี ‘โอ๊ค’ ฟอกเงินกรุงไทยให้ ออส.ชี้ ยืนยันเจตนา

“ดีเอสไอ” ส่งความเห็นโต้แย้งอัยการไม่อุทธรณ์คดี “โอ๊ค-พานทองแท้” ฟอกเงินกรุงไทย ให้ อสส.ชี้ขาด ยืนยันปมเจตนาพิเศษ รู้เรื่องเงิน 10 ล้าน เป็นเงินจากความผิด กม.ฟอกเงิน เห็นควรให้ศาลสูงพิจารณา

จากกรณีที่อัยการศาลสูงมีมติเอกฉันท์ไม่อุทธรณ์คดีของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวก ที่เป็นจำเลยในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานคร ในส่วนเช็ค 10 ล้านบาท และได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษาให้ดีเอสไอ เพื่อพิจารณาทำความเห็นแย้งหรือไม่แย้งคำสั่งไม่อุทธรณ์ของอัยการ

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองอธิบดีดีเอสไอ รักษาการอธิบดีดีเอสไอ ได้มีความเห็น ดีเอโต้แย้งคำสั่งไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าวของพนักงานอัยการ และให้ส่งความเห็นโต้แย้งให้นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด พิจารณา


ทั้งนี้ในส่วนความเห็นโต้แย้งนั้น คณะทำงานความเห็นแย้ง ของดีเอสไอ ได้พิจารณายืนยันเรื่องเจตนาพิเศษ ตามกม.ฟอกเงิน มาตรา 5 จากความเห็นในชั้นของพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ที่เห็นควรสั่งฟ้อง นอกจากนี้ยังมีความเห็นของผู้พิพากษาที่พิจารณาในเรื่องเจตนาพิเศษว่า นายพานทองแท้รับรู้เรื่องเงินจำนวน 10 ล้าน หรือไม่ เป็นเงินที่ได้มาจากความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งมีความเห็นเป็น 2 ลักษณะ ดังนั้นดีเอสไอจึงเห็นว่าควรนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงเป็นผู้ชี้ขาด

สำหรับคดีนี้ สำนักงาน ปปง.ได้มีหนังสือกล่าวโทษต่อดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีอาญากับนางเกศนี จิปิภพ, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน, นายวันชัย หงษ์เหิน และนายพานทองแท้ ชินวัตร รวม 4 คน ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน โดยรับเป็นคดีพิเศษที่ 25/2560 โดยทางคดีทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.61

ต่อมาพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 25 พ.ย.62 ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จากนั้น พนักงานอัยการ ในฐานะโจทก์ ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา จำนวน 5 ครั้ง

Advertisement

ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 ศาลอนุญาตถึงวันที่ 19 ธ.ค.62 ครั้งที่ 2 ศาลอนุญาตถึงวันที่ 25 ก.พ.63 ครั้งที่ 3 ศาลอนุญาตถึงวันที่ 25 มี.ค.63 โดยระหว่างนี้พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่อุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 มี.ค.63 และส่งสำนวนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษามายังอธิบดีดีเอสไอเมื่อวันที่ 26 มี.ค.63 เพื่อพิจารณาว่าจะมีความเห็นแย้งหรือไม่

ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ซึ่งพนักงานอัยการได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา เป็นครั้งที่ 4 ศาลอนุญาตถึงวันที่ 25 เม.ย.63 ต่อมาดีเอสไอได้ทำหนังสือแจ้งอัยการคดีพิเศษ เพื่อขอให้ขยายเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาออกไป เนื่องจากการพิจารณาความเห็นโต้แย้งหรือไม่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้เป็นครั้งที่ 5 ถึงวันที่ 25 พ.ค.63