ม.บูรพาจัดเสวนาครั้งใหญ่ ถกปัญหาสังคม-การเมืองไทย นักวิชาการดังร่วมเพียบ

17.07.16 | 19:11 น.

โครงการเสวนาทางวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองและการจัดการปกครองครั้งที่ 5: “พิศ” สังคมไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ณ อาหารหอประชุมธำรงบัวศรี เศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักบูรพา (Burapha School of Political Economy) มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มีการจัดโครงเสวนาทางวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองและการจัดการปกครองครั้งที่ 5: “พิศ” สังคมไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง โดยมีการปาฐกถาพิเศษว่าด้วยเรื่อง “สู่สังคมสมานฉันท์” โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และเวทีเสวนาเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่อง “สังคมไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง” โดยมี ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายได้มีกิจกรรมส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการและการวิจัยของนิสิตเพื่อมุ่งสร้างเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักบูรพาให้เป็นแหล่งองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์การเมืองแห่งภาคตะวันออก ด้วยการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ทั้งระดับบัณฑิตศึกษาและระดับปริญญาตรี

งานในรอบเช้า เริ่มจากการเปิดงานโดย ผศ.ว่าที่เรือตรี ดร. เอกวิทย์ มณีธร คณบดี คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และ ผศ.ดร. โอฬาร ถิ่นบางเตียว กล่าวถึงจุดประสงค์ของงานที่ “เศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักบูรพา” เล็งเห็นความสำคัญในประเด็นปรากฏการณ์และสภาพปัญหาในปัจจุบันทั้ง การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสังคมของประเทศต่าง ๆ ความรุนแรงและความขัดแย้งทางสังคม รวมถึงองค์ความรู้ที่จะเข้ามาหนุนเสริมในการแก้ไขและ พัฒนาสังคมการเมืองให้ดีขึ้น ซึ่งความขัดแย้งในบางแง่มุมอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็นปัญหาในระยะยาว และ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่เท่าทันต่อประเด็นดังกล่าว การจัดเวทีเสวนาทางวิชาการขึ้น จึงจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการและการเพิ่มพูนความรู้ จากการรับฟัง แลกเปลี่ยนและถกเถียง โดยมุมมองที่หลากหลาย อันจะนำไปสู่การต่อยอดกลายเป็นแนวทางในการ แก้ไขปัญหาในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ ทางผู้จัดงานได้กล่าวถึงบทบาทของเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักบูรพาที่ได้ส่งเสริมทางวิชาการและการวิจัยโดยเปิดหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ทั้ง 3 หลักสูตร ประกอบด้วย

1)หลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกเศรษฐศาสตร์การเมือง
2)หลักสูตรรัฐศาสตร์มหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมืองและการบริหารจัดการ
3)หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมืองและการบริหารจัดการ

การเสวนารอบเช้าเริ่มจากปาฐกถาโดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าวถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสมานฉันท์ ที่ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า “ความขัดแย้ง” เป็นเรื่องปกติของสังคมและหลายครั้งความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยนำสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ความขัดแย้งเป็นคำที่หลายฝ่ายมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ในที่นี้ความขัดแย้งเป็นเสมือน “สิ่งมีชีวิต” ที่ที่มีการปรับตัวและปฏิสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆ มีความสัมพันธ์กับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องปกติ ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งจึงไม่สามารถจัดการให้หายหรือปกป้องจนหมดความขัดแย้งได้ เพราะความขัดแย้งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของตัวเองเสมอ และ “ความขัดแย้งไม่เท่ากับความรุนแรง” เสมอไป การทำความเข้าใจความขัดแย้งจึงต้องมองว่าเหตุการที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Transforming events) ที่ผลของเหตุการณ์ดังกล่าวอาจนำมาสู่ความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพก็ได้

Advertisement

41

สำหรับการสร้างความสมานฉันท์ จำเป็นต้องมองเป็นเรื่องของ “การเมือง” เสมอ เพราะเกี่ยวข้องกับบริบททางการเมือง การจัดการปกครองของรัฐทั้งในทางนโยบายและทรัพยากร และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ รวมทั้งปัจจัยในเรื่องของ “ความจริง ความทรงจำ และการลืม” ด้วยเหตุนี้การสร้างความความสมานฉันท์สามารถเกิดขึ้นได้ โดยต้องเข้าใจถึงความแตกต่าง ไม่ลดทอนความสลับซับซ้อนให้เหลือเพียง “ขั้วตรงข้าม” และการสร้างความปรองดองแบบหลายระดับ โดยต้องระลึกเสมอว่าไม่มีการปรองดองที่ใดในโลกมีลักษณะ “แบบเดียวใช้ได้ทั้งหมด” (one size fits all) การสร้างความสมานฉันท์จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ทั้งในทางการเมืองและความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ (intractable conflict) และสร้างสังคมที่มีความขัดแย้งกันได้แต่ยังมีมิตรภาพระหว่างกันอยู่

ในส่วนของเวทีเสวนา “สังคมไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง” ในด้านของ “พิศ-เศรษฐกิจไทย” ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้กล่าวถึงการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสากลของประเทศไทย ที่ประเทศไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันมาจากหลายปัจจัย แต่ส่วนหลักในช่วงนี้คือปัญหาในด้านของ “ความไม่มั่นคงทางการเมือง” และ “ความไม่เท่าเทียม” ทางเศรษฐกิจ ดูได้จากตัวเลข Gini index ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้อันดับต้นๆ ของประเทศในอาเซียน และเศรษฐกิจสังคมไทยกำลังเข้าสู่ปัญหา “1% problem” แบบสหรัฐอเมริกา ที่คนรวย 1% ครอบครองอำนาจและทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่คนส่วนใหญ่กว่า 99% เป็นผู้ที่ถูกกดขี่จากระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม

40

ในด้านของ “พิศ-ชนบทไทย” ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่ “สังคมชาวนา” กลายมาเป็น “สังคมผู้ประกอบการ” ที่มีความใกล้ติดกับตลาด และมีอำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้นในเรื่องของการผลิตและการตัดสินใจทางการเมืองระดับท้องถิ่นจนไปถึงระดับชาติ การเกิดสังคมผู้ประกอบการจึงเป็นโอกาสในการเลื่อนชนชั้นและเกิดสังคมแนวระนาบมากยิ่งขึ้น (ชาวบ้านมีอำนาจต่อรองและการขยับทางชนชั้น) แตกต่างจากสังคมแบบเดิมที่เป็นแนวดิ่ง (การเมือง ระบบราชการ และกลุ่มธุรกิจ กดทับชาวบ้าน) นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและสร้างประชาธิปไตยจากข้างล่าง

ในด้านของ “พิศ-การเมืองไทย” รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ได้เริ่มตั้งคำถามจาก “เหตุใดสังคมไทยเมื่อเกิดความขัดแย้งแล้ว มักนำไปสู่ความรุนแรงเสมอ” และได้กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของคนไทยที่ต้องการอภิสิทธิ์และสิทธิพิเศษต่างๆ ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เช่น การใช้เส้นสายเพื่อเข้าเรียน เป็นต้น ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหา “สองมาตรฐาน” ของสังคมไทย หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาในจุดนี้ได้ จะเป็นการยากที่จะสร้างประชาธิปไตยให้ยั่งยืนในสังคมการเมืองไทย

เข้าสู่เวทีรอบบ่ายเป็นส่วนของ “การนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองของนิสิต” เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยในประเด็นคัดสรรต่างๆ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยในระดับบัณฑิตศึกษา ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุธี ประศาสนเศรษฐ และ ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศสานต์ และดำเนินรายการโดย ดร.ชัยณรงค์ เครือนวน ในผลงานนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาดังต่อไปนี้

1)“เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการจัดการป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก: จากการผูกขาดโดยรัฐ สู่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการป่าชุมชน” โดย ผศ.สุจิตรา สามัคคีธรรม
2)“เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยทุนนิยมสัญญะ: บทวิพากษ์แนวคิดหลังสมัยใหม่ของ ฌอง โบดริยารด์” โดย สิตางศ์ เจริญวงศ์
3)“เศรษฐศาสตร์การเมืองของการกำหนดนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ” โดย อัศวิน แก้วพิทักษ์
4)“การขูดรีดแรงงานต่างด้าว: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี” โดย ธนิตา เทพจิตร
5)“การเคลื่อนไหวทางสังคมของนิสิตนักศึกษา กรณีศึกษากลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา” โดย ธีรชา สุขรุ่ง

42

สำหรับเวทีผลงานระดับปริญญาตรี ทางคณะผู้จัดงานเสวนาเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสและพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการสำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดประกอบด้วย ผศ.ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข และ ดร.วีระ หวังสัจจะโชค และดำเนินรายการโดย ดร.จักรี ไชยพินิจ ในผลงานนิสิตระดับปริญญาตรีดังต่อไปนี้

1)“จาก “พระเครื่อง” สู่ “สินค้า” กรณีศึกษาหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ว่าด้วยการถอดรหัสความคิดแบบวิตวิเคราะห์ของณ้าคส์ ลาก็อง (Jacques Lacan)” โดย ฤชานนท์ เมืองนก
2“สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในความเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา กับบทบาทของการเป็นกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ” โดย พีรพล ทองดี
3)“มนุษย์(ภาย) ในโลกของเทคโนโลยี” โดย รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์
4)“ความขัดแย้งทางชนชั้นที่เลือนหายไป: ว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองไทยจาก พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2559” โดย จักรพล ผลละออ
5)“เพศสภาพในแบบเรียน: กรณีศึกษาแบบเรียนของนักเรียนในระดับประถมศึกษา” โดย ศิตา ธูปเทียนทอง, ชัยณรงค์ กวาวหนึ่ง และลูอิซ่า เอือร์เทล

งานเสวนาวิชาการครั้งนี้จึงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ด้วยทีมผู้งานในการจัดเวทีเสวนานำโดย ดร.ชัยณรงค์ เครือนวล อาจารย์สิตางศ์ เจริญวงศ์ อาจารย์ชยาภรณ์ จตุรพรประสิทธิ์ อาจารย์จิรายุทธ์ สีม่วง อาจารย์ธัชชนก สัตยวินิจ คุณกัมปนาท เบ็ญจนาวี คุณธนิตา เทพจิตร และผู้ประสานงานและนิสิตช่วยงานทุกคน ดังนั้น งานเสวนาวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองและการจัดการปกครองครั้งที่ 5 โดย “เศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักบูรพา” จะส่งเสริมการสร้างบรรยากาศทางวิชาการและการวิจัยสำหรับการเป็นแหล่งความรู้เพื่อชุมชนและสังคม ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับชาติ ในการจัดการกับความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ทางสังคมการเมืองต่อไป

43