‘เพื่อไทย’ เดินหน้าล่ารายชื่อขอเปิดประชุมวิสามัญ ยันสภาคือทางออก ค้าน รบ.ปมต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมจี้เยียวยาทุกครัวเรือน
เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัวแทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พท. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค แถลงข่าว
นายวัฒนากล่าวว่า เรื่องการเยียวยาต้องทั่วถึงและรวดเร็ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องทรัพยากร เรามีเงินพร้อมและมากเกินเยียวยาด้วยซ้ำ ดังนั้น ควรเยียวยาให้ทั่วถึงโดยการเยียวยาทุกครัวเรือน เพราะมีทะเบียนราษฎรเป็นหลักการอยู่แล้ว ต่อมาคือต้องเยียวยาให้เพียงพอ โดยต้องเยียวยาและรวดเร็ว โดยเยียวยาทุกครอบครัว ครอบครัวละ 10,000 บาท
ประเด็นต่อมา คืออยากให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการ โดยคำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากให้ได้รับประโยชน์ด้วย การผ่อนคลายมาตรการขอให้คำนึงถึงความเท่าเทียมและความเป็นธรรม การที่รัฐบาลให้ 7-11 ประกอบกิจการได้ตั้งแต่วันแรกทั้งที่เป็นสถานที่ปิด และไม่มีตัวเลขว่าคนติดเชื้อจาก 7-11 ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปห้ามผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย
นอกจากนี้ ตนยังห่วงใยเรื่องของโรงเรียน สถานศึกษา ถ้าใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต้องเปิดให้เด็กไปเรียนก่อน โดยเราสามารถจัดการเรื่องการเว้นระยะได้อยู่แล้ว
นายวัฒนากล่าวว่า ส่วนกรณี พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ออกมาเพราะต้องการให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้สถานการณ์ไม่ได้ฉุกเฉินแบบนั้นแล้ว พ.ร.บ.ควบคุมโรคระบาดสามารถนำมาใช้ในช่วงนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องขยายตัว พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่รัฐบาลขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกนั้น เป็นการใช้ตรงนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อปิดกั้นการแสดงออกของพี่น้องประชาชน
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการเยียวยาเป็นรายครอบครัวตามที่พรรค พท.เสนอ พรรค พท.ขอเรียกร้องให้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเป็นรายครอบครัว ครอบครัวละ 35,000 บาท และในกรณีลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่ถูกเลิกจ้าง ซึ่งยังไม่ได้รับเงินชดเชยและเยียวยา พรรค พท.ขอเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวภายในสิ้นเดือนนี้
ขณะที่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ส่วนกรณีที่วิปรัฐบาลปฏิเสธให้ความร่วมมือลงชื่อเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยเห็นว่าการพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9. ล้านล้านบาท เป็นเรื่องไม่เร่งด่วน พรรค พท.เราเห็นตรงข้าม และแตกต่างจากวิปรัฐบาลอย่างชัดเจน เพราะเห็นว่าการเปิดประชุมสภาวิสามัญจะทำให้การเปิดประชุมได้เร็วขึ้นกว่าปกติ เพราะการพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับ หากผ่านการพิจารณาจากสภาอย่างรวดเร็วจะสามารถทำให้นำเงินนั้นไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากผ่านกระบวนการตรวจสอบ และข้อเสนอแนะจากรัฐสภาแล้ว
ทั้งนี้ เงินจำนวนมหาศาลถูกกู้ออกมาแล้ว และกำลังถูกนำไปใช้โดยไม่มีใครตรวจสอบ หากช้าอาจทำให้การใช้เงินขาดประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วเอาคืนมาไม่ได้
ต่อมา คือกรณีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การโอนงบประมาณรายจ่าย จำนวนกว่า 1.3 แสนล้านบาทนั้น นายกฯรับปากแล้วว่าจะคืนกรณีงบบัตรทอง ไม่ตัด ดังนั้น วันนี้ (28 เมษายน) ต้องเข้าที่ประชุม ครม. ส่วนงบส่วนที่เหลือต้องได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว ถ้าพิจารณาเร็วอาจจะทำให้การกู้เงินนั้นกู้น้อยลงได้
นอกจากนี้ การได้สะท้อนความเห็นแทนพี่น้องประชาชนในรัฐสภาเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อเป็นการลดความคับแค้นใจของประชาชน สภาเป็นทางออกเพื่อป้องกันปัญหารอบด้าน เรายังตั้งใจที่จะรวบรวมชื่อสมาชิกให้ได้ 246 คนให้ได้ ไม่ท้อถอย ทราบว่ามีสมาชิกหลายท่านอยากลงชื่อแต่ติดมติวิปและ ส.ว.หลายท่านมีความสนใจ

