หน้าแรก การเมือง จตุพร อัด ทัศ...

จตุพร อัด ทัศนคติปลัดคลัง พยากรณ์ไว้เลย แฟลชม็อบไล่รัฐบาลเริ่มที่กระทรวงนี้แน่

3.05.20 | 19:36 น.
“จตุพร” อัด ทัศนคติของกระทรวงการคลัง พยากรณ์โคตรแฟรชม็อบในอนาคตจุดเริ่มต้นจะอยู่ที่กระทรวงคลัง

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี มีการจัดรายการลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ โดยยังคงจัดในรูปแบบสตูดิโอ และงดกิจกรรมร้องรำทำเพลง มีเพียงการสื่อสารของประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ไปยังพี่น้องมวลชนเหมือนทุกสัปดาห์


โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า วันนี้จะสนทนาในเชิงวิเคราะห์การเมืองในหัวข้อเริ่มที่คลังจบที่ทำเนียบ ซึ่งในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐที่เจอวิกฤตภายในมีคนต้องการเลื่อยขาเก้าอี้เซต 4 ยอดกุมารทั้งหลาย ภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งดันพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และนายสันติ พร้อมพัฒน์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แม้จะออกมาปฏิเสธกันอย่างไรนั้น แต่ก็ยังมีควันหลงกันมากมาย ในสถานการณ์ที่การเมืองเป็นปัญหา แต่คนใหม่ที่มาแรง ชนิดที่คาดไม่ถึงคือปลัดกระทรวงการคลัง หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งโลกเริ่มต้นจากทัศนคติที่ดูถูกเหยียดหยามไปเป็นแรงกระตุ้นไม่ว่าจะโดยบุคคลคนเดียวหรือจะหลายคนก็ตาม ซึ่งตนก็ไม่คาดคิดว่าวันแรงงานแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดถึงกรณีที่มีการตั้งโต๊ะเยียวยา 5,000 บาท ซึ่งขณะนี้ได้หยุดทำการ 3 วันและจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เป็นการสะท้อนวิธีคิดอย่างชัดเจนว่า วิธีคิดเรื่องวันหยุดนั้นไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง คือ ประเทศไทยความหิวหยุดได้ ทั้งนี้ ส่วนตัวก็ไม่ได้รู้จัก หรือมีอะไรกับปลัดกระทรวงการคลังเป็นการส่วนตัวมาก่อน ซึ่งการให้สัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงการคลังที่บอกว่า สื่อมวลชนตกเป็นเครื่องมือ ของคนที่จะมาหาเงิน ผู้ที่มาเรียกร้องบางคนมีเงินอยู่แล้ว หลายคนกระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วพบว่าได้เงินอยู่แล้วแต่มาเรียกร้องอีกเพื่อให้ได้ต่างหากอีก แม้แต่กรณีคนที่เป็นรั้วกระทรวงการคลังก็ได้สิทธิ์อยู่แล้วเพียงแต่เขาอยากได้มากกว่านั้นเหล่านี้เป็น ทัศนคติในตอนแรก

ตอนที่ 2 ที่บอกว่าเงินที่แจกรายละ 5,000 บาท ไม่ใช่เงินกระทรวงการคลังเป็นเงินที่กู้มาและประชาชนต้องใช้หนี้ในอนาคต แต่คลังรู้ว่าเขาเดือดร้อน ก็ต้องช่วยคนที่เดือดร้อนครั้งพร้อมช่วยทุกคน แต่คนที่ดราม่าบางคนน่าเป็นห่วง ไม่อยากให้สื่อมวลชนตกเป็นเครื่องมือของคนที่ดราม่า ซึ่งทัศนคติเหล่านี้หากอยู่ในพระราชกำหนดการกู้เงิน 3 ฉบับ 2 ฉบับแรกเป็นเรื่องของการไปดูแลผู้มีอันจะกินทั้งหลายและเงินที่ไปอุดหนุน ในตลาดทุนตลาดหุ้นนั้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่านั่นคือเงินที่คนจนทั้งประเทศต้องร่วมใช้หนี้เช่นกัน แต่เมื่อต้องมาจ่ายเงินให้กับคนจน ซึ่งกระทรวงการคลังก็ทราบดีว่า คนจนแม้ไม่ได้เสียภาษีทางตรง แต่เขาก็ซื้อ เครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกิจการของเจ้าสัวทั้งหลายล้วนแต่ต้องจ่ายภาษีทางอ้อมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเข้าไปช่วยคนรวย มักไม่ได้อธิบายในลักษณะการลำเลิบ

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ส่วนที่ผู้สื่อข่าว ถามปลัดกระทรวงการคลังว่า การเปิดจุดรับเรื่องร้องเรียน เหมือนเป็นการเรียกแขกหรือไม่ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่าไม่อยากพูดอะไรมากกว่านั้นเพราะเป็นข้าราชการประจำ มีหน้าที่ทำตามคำสั่งทำตามนโยบาย เมื่อมีนโยบายอะไรก็ต้องทำตามนโยบาย หรือแม้กระทั่งที่บอกว่า ไม่อยากให้นักข่าวตกเป็นเครื่องมือดราม่าของคนที่อยากได้รายได้พิเศษ รวมถึงที่บอกว่า คนที่มากินยาเบื่อหนูตายนั้น เขาก็เตรียมมาจากบ้าน เพื่อตั้งใจกินใน ปริมาณที่พอดี เหล่านี้เป็นทัศนคติในการมองประชาชนที่ ไม่ได้มองความทุกข์ของประชาชนว่าเป็นหน้าที่ ส่วนที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่าตนจำหน้าได้พวกที่มาร้องไห้หน้ากระทรวงการคลังเป็นพวกการเมืองอีกพรรคหนึ่งเพระเคยเห็นว่าหน้านี้ใช่ เหล่านี้ ตนขอให้ ปลัดกระทรวงการคลังพูดออกมาเลยว่าพรรคการเมืองอะไร เพราะ ทัศนคติของการไม่แก้ปัญหา เมื่อไปชี้ว่าคนนี้เป็นคนของพรรคการเมือง ก็ไม่ต้องรับผิดชอบเลยใช่หรือไม่แปลความกันว่า การเยียวยาไม่ได้เป็นหน้าที่อีกต่อไปใช่หรือไม่ ซึ่งตนเคยบอกเสมอว่าแม้กระทั่งรัฐบาลของพวกตนก็ตามว่า การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนนั้น อย่าไปมองที่เบื้องหลัง ให้มองที่เบื้องหน้า หากเบื้องหน้าคือความเดือดร้อน รัฐแก้ไขปัญหาให้คนเหล่านั้นก็จบ เบื้องหลังกระจบโดยปริยาย แต่กรณีกลับเริ่มที่เบื้องหลังก่อน เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบในเบื้องหน้าดังนั้นตนเชื่อว่าอีกไม่นานก็พัง

Advertisement

และที่บอกว่า ประชาชนส่วนมากไม่เข้าใจ กรณี ประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารออมสิน ที่ประชาชนเข้าใจว่าจะได้เงินเร็วก็แห่กันไปจนต้องประสานสั่งปิดธนาคาร แบบนี้ถามจริงๆยังไม่รู้ปัญหาอีกหรือ เพราะที่ประชาชนแห่กันไปสะท้อนว่า เขาไม่มีเงิน ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศว่าจะให้กู้ 10,000 บาทต่อคน แต่สุดท้ายเมื่อมีอะไรที่สามารถไขว่คว้าไว้ได้ก็ต้องไขว่คว้า เสมือนโอเอซิสที่อยู่ในทะเลทราย ก็ต้องคว้าไว้ อะไรที่ผ่านหน้าก็ต้องตะคลุบไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็น 5,000 บาทของรัฐบาลหรือเงินกู้ 10,000 บาทของธนาคารออมสินก็ตาม

สุดท้ายที่บอกว่า มีกรณีลูกน้องของปลัดกระทรวงการคลังเล่าให้ฟังว่าไปนั่งกินข้าวเที่ยงและร้านข้าวติดเเม่น้ำ ก็มองไปเห็นบ้านหลังใหญ่ติดแม่น้ำ ที่ยื่นขอเยียวยา 5,000 บาทด้วย ซึ่งเป็นการยกตัวอย่างที่ผิดพลาด เพราะมีร้านอาหารที่ไหนเปิดให้เข้าไปนั่งกินได้ เพราะ คำสั่งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีร้านข้าวห้ามกินที่ร้าน แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังกลับไปนั่งกินข้าวที่ร้านข้าวได้ถือว่า ร้านอาหารริมแม่น้ำทำผิดคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์ในการ สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ปลัดกระทรวงการคลังกลับนำมายกตัวอย่างโอ้อวด ดังนั้น เมื่อเขามีฐานะแล้วให้เยียวยาไปทำไม ก็ต้องตีตกเป็นขาดคุณสมบัติ

“การเริ่มต้นที่กระทรวงการคลังด้วยทัศนคติแบบนี้ หากยังปล่อยปละละเลยไว้ จากกระทรวงการคลังระยะทางไม่เท่าไหร่ก็จะถึงทำเนียบ ซึ่งหลายคนก็บอกว่าวันนี้มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ตนก็เคยบอกว่า ไม่มีพ.ร.ก.หรือคำสั่งอื่นใด ที่มาหยุดความหิวของประชาชนได้ ทัศนคติการแบ่งแยกคนทางการเมืองทั้งที่คนมีความทุกข์ เป็นทัศนคติที่มีความเสียหายมากที่สุด ดังนั้น ตนมองว่าชนวนที่เกิดขึ้นที่กระทรวงการคลัง จะตอกย้ำเข้าไปในหัวใจของคนจนทั้งหลาย และไปตอกย้ำของผู้รักความยุติธรรมทั้งหลาย แล้วเรื่องนี้จะลุกลาม หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆต้องยอมรับความเป็นจริงว่าจะลามไปถึงทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นหลังหมดโควิด-19 แฟลชม็อบก็จะกลายเป็นโคตรแฟลช จำนวนคนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นตนพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจุดเริ่มต้นฉนวนเริ่มที่กระทรวงการคลัง และจะไปจบที่ทำเนียบรัฐบาล“ นายจตุพร กล่าว