‘จตุพร’ หวั่นเปิดรับเยียวยา 2 วัน ทำคนทะลัก ถอดรหัส ‘อุตตม’ ชงขายหุ้นการบินไทย

6.05.20 | 17:30 น.

‘จตุพร’ หวั่น เปิดรับเยียวยาแค่ 2 วัน ทำคนทะลักคุมไม่อยู่ ถอดรหัส ‘อุตตม’ ชงขายหุ้นการบินไทย อาจส่งซิกเจ้าสัวช้อนซื้อรอยึดเป็นเจ้าของกิจการ

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการ PEACE TALK ผ่านสื่อโซเชียลว่า การบินไทย สายการบินแห่งชาติ ฉายา “เจ้าจำปี” โฆษณาตัวเองว่า รักคุณเท่าฟ้า แต่บริหารกิจการขาดทุนต่อเนื่อง กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวานนี้ (5 พฤษภาคม) จะให้โอกาสฟื้นฟูเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี บอกว่า ถึงเวลาที่การบินไทยต้องเปลี่ยนแปลง เพราะให้เวลามา 5 ปีแล้ว แต่แก้ไขกิจการขาดทุนไม่สำเร็จ และเรียกร้องให้พนักงานการบินไทยทุกฝ่ายร่วมมือกันปรับองค์กรภายในเพื่อกอบกู้การบินไทยใหม่

นอกจากนี้ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง บอกถึงแผนฟื้นฟูการบินไทยว่า แม้ยังไม่ได้พูดถึงการลดจำนวนพนักงาน แต่สิ่งสำคัญคือ บอกเน้นการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ 51% และระบุถึงสัดส่วนการถือหุ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ซึ่งดูเหมือนเป็นการส่งสัญญาณของนักการเมืองถึงบรรดาเจ้าสัวทั้งหลาย หรือ 20 มหาเศรษฐีในรายชื่อจดหมายของนายกรัฐมนตรี

“การส่งซิกเช่นนี้ เท่ากับเป็นสัญญาณต้องขายหุ้น เหมือนรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีการแปรรูปกิจการ เช่น ปตท. เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้ว คนไทยก็รู้และอึดอัดกับการขาดทุนซ้ำซากของการบินไทยมาตลอด ขณะเดียวกันก็หวาดผวาว่า เจ้าสัวจะเข้ามาเป็นเจ้าของตัวจริงของการบินไทย”

นายจตุพร ตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อเท็จจริงของรัฐวิสาหกิจไทยคือ กระทรวงการคลังถือหุ้น 51% และที่เหลือเป็นเอกชนมาร่วมผสมส่วน สำหรับการบินไทยนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่สหภาพแรงงานฯ จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นด้วยการการขายหุ้น แล้วมีเป้าหมายให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น สหภาพฯ คงไม่มีความหมาย ดังนั้น การบินไทยต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ อย่าเอาแต่เสพสุข แล้วโยนความทุกข์ให้ประชาชนแบกหนี้จากการบริหารขาดทุนซ้ำซาก

Advertisement

อีกทั้ง ตนเชื่อว่า จำนวนเงิน 5 หมื่นล้านบาทตามที่นายอุตตมอ้างว่า การบินไทยต้องการนำมาฟื้นฟูกิจการนั้น ในสถานการณ์โควิดเช่นนี้คงจะทำให้ฟื้นตัวได้ยาก และเมื่อมีการขายหุ้นให้เอกชนมาร่วมบริหารแล้ว จะเป็นที่ต้องการของเอกชน ถูกใจบรรดาเจ้าสัวทั้งหลาย ส่วนหนึ่งนั้น รู้ดีว่าการบินไทยมีสมบัติมากมาย ถ้าได้จัดการแบบมืออาชีพแล้ว ไม่มีวันขาดทุน

“กระทรวงการคลังต้องประกาศขายหุ้นอย่างตรงไปตรงมา แม้มีการส่งซิก เปิดช่องให้เจ้าสัวมาแสวงหาความร่ำรวยอีก แต่ควรให้ประชาชนได้เข้ามาซื้อขายกันในราคาพาร์และเปิดเผยอย่างเสมอภาคกัน หากทำแบบปิดลับ เจ้าสัวจะฮุบหุ้นเอาไปหมดในราคาพาร์ (คือ ราคาจากการเฉลี่ยระหว่างทุนเริ่มต้นกับจำนวนแบ่งหุ้นที่เริ่มต้นตั้งกิจการ)”

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าเศรษฐกิจจะทรุดยาว 6-9 เดือนนั้น นายจตุพรแย้งว่า ตนไม่เชื่อจะจบลงในช่วงเวลา 9 เดือน เพราะปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ทรุดมาก่อนการยึดอำนาจ และหลังจากนั้นเศรษฐกิจไม่เคยดีขึ้นเลย แม้หัวหน้าเศรษฐกิจ (คนเก่า-นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี) ประกาศคนไทยจะหายจน แต่ไม่เคยทำสำเร็จ เพราะเป็นคำประกาศอันว่างเปล่า คนไทยจึงไม่หายจน และเศรษฐกิจไทยจะทรุดยาวถึง 1-2 ปี

นายจตุพรย้ำว่า ถ้าทีมเศรษฐกิจปัจจุบันไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากทีมชุดนี้ทำหน้าที่ต่อเนื่องจากชุดเก่า แต่ไม่เคยนำพาให้ประเทศดีขึ้นได้ในเวลาปกติ ดังนั้นช่วงเกิดวิกฤตโควิด-19 ก็ไม่น่าจะทำสำเร็จได้ โดยเฉพาะในมาตรการแจกเงินช่วยเหลือ กำหนดให้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมแก้ไขได้อีกในวันที่ 7- 8 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็น 2 วันสุดท้ายของการเยียวยาคนจน ตนเห็นว่าผิดพลาดมาก

“เราจะอยู่ในสภาพนี้ได้อีกนานแค่ไหน การเยียวยาเป็นแค่ประทังความหิว อีกทั้ง มาตรการฟื้นฟูช่วยเหลือในอนาคตนั้น ควรทำให้คนไทยต้องมีความหวัง แม้รัฐบาลคาดหวังใน 6-9 เดือนเศรษฐกิจจะฟื้น แต่ผมเชื่อว่าจะผิดพลาดแน่นอน เพราะกิจการต่างๆจะล้มระเนระนาดในอนาคต สาเหตุส่วนหนึ่งคือ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งเดือนพฤษภาคม เท่ากับกดทับไม่ให้คนประกอบอาชีพได้ตามปกติ ความเดือดร้อนจึงสะสมทบทวีขึ้น”

รวมทั้งกล่าวว่า การกำหนดให้อีก 2 วัน (7-8 พฤษภาคม) สามารถยื่นเยียวยาขอความช่วยเหลือได้นั้น ตนคาดว่าคนจนจะล้นซอยอารีย์ ซึ่งเป็นการคิดผิดที่สุดที่เลือกให้ยื่นคำร้องเพียงจุดเดียว ดังนั้นพรุ่งนี้ (7 พ.ค.) จะเกิดความโกลาหล พื้นที่กรมประชาสัมพันธ์จะรับมือกันไม่ไหว ตนเชื่อว่า การประกาศ 2 วันสุดท้ายเป็นการท้าทายความหิว ท้าทายความเดือดร้อน ดังนั้น การเริ่มที่คลังไปจบทำเนียบจึงใกล้เคียงที่สุด ถ้ารัฐรับมือไม่ไหว เพราะปัญหาไม่หมด คาดว่า คนจนจะรวมตัวกันมากที่สุด เมื่อคนเดือดร้อนจะพากันมายื่นรับเยียวยาใน 2 วันสุดท้าย

“การประเมินสถานการณ์ความจนต่ำ จะเจอของจริง การแก้ไขปัญหาแจกเงินลุ่มๆ ดอนๆ และให้ 2 วันสุดท้ายตั้งโต๊ะเยียวยา ผมว่าเอาไม่อยู่หรอก เป็นการบีบให้ประชาชนไม่มีทางเลือกจึงต้องมา และประชาชนจะมากที่สุดตั้งแต่การยึดอำนาจมา โดยปลายแถวจะยาวไปถึงทำเนียบรัฐบาล แล้วจะว่าอย่างไร ดังนั้น 2 วันสุดท้าย ไม่รู้เป็น 2 วันสุดท้ายของใครกันแน่” นายจตุพรกล่าว