มาร์เก็ตเพลซออนไลน์
ทางเลือก-ทางรอดฝ่าโควิด-19
หมายเหตุ – สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัดงานเสวนาออนไลน์หัวข้อ พลิกโฉมธุรกิจ SME: โอกาสใหม่ในยุค COVID-19 เพื่อเสนอแนวทางให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19
ภาวรินทร์ รามัญวงศ์
ผู้ก่อตั้งตลาดออนไลน์ @มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ไม่ใช่อยู่ในกรอบจำกันภายในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากทุกคนได้รับผลกระทบเท่ากันหมด เพราะต้องจำกัดการเดินทาง อยู่กับบ้านตามมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ โดยโรคระบาดส่งผลทำให้ไม่เกิดการจับจ่ายใช้สอย ทุกภาคส่วนธุรกิจจึงได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด
เมื่อมองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ รวมถึงคนใกล้ตัว อาทิ มีเพื่อนขายของอยู่ ต้องผันตัวเองจากเดิมมีหน้าร้าน ต้องปิดไปแล้วมาขายผ่านออนไลน์ หรือบริการดิลิเวอรีผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงบางคนก็ต้องปรับรูปแบบสินค้า เพื่อให้สามารถขายผ่านออนไลน์ได้ ต่อมาก็เห็นว่ายังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการซื้อของ หรือจับจ่ายใช้สอยอยู่ แต่ด้วยสถานการณ์ในขณะนี้ ก็ไม่ได้มีความสะดวก หรือมีที่ในการเข้าซื้อสินค้าได้ จึงหาช่องทางทำให้คนทั้ง 2 กลุ่มนี้มาเจอกันได้ง่ายมากที่สุด แต่ต้องตั้งอยู่บนความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจกันได้ โดยผู้ที่สนใจสามารถส่งคำขอเข้าร่วมกลุ่มได้ ต้องผ่านการพิจารณาก่อน เพราะที่ผ่านมาเคยเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แบบสาธารณะ แต่เจอปัญหาในเรื่องคนเข้ามาป่วน โพสต์หาสินค้าผิดกฎหมาย หรือเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบก่อนอนุญาตให้ผู้ที่สนใจเข้า เพื่อให้เชื่อถือได้ว่าจะเข้ามาซื้อ และขายสินค้าแบบถูกกฎหมายจริงๆ
กลุ่มที่เปิดขึ้นทำเพื่อเป็นช่องทางในการซื้อขายสินค้ากันระหว่างผู้ที่เรียน ศิษย์เก่า และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์เท่านั้น และเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจร่วมกันในอนาคต ส่วนคำถามที่เกิดขึ้นว่า ทำไมต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น ก็เพราะจุดเริ่มต้นต้องการทำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนและพี่น้องในมหาวิทยาลัยเท่านั้น การเปิดให้บุคคลทั่วไปแบบสาธารณะเข้ามาขาย ก็จะไม่แตกต่างจากแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ทั่วไปที่มีอยู่ในตลาดจำนวนมาก
ปัจจุบันกลุ่มที่ตั้งขึ้นมีสมาชิกกว่า 170,000 คนแล้ว ด้วยจำนวนที่มากขึ้น ทำให้การพิจารณาอนุมัติเข้ากลุ่ม ทำผ่านการยืนยันตัวตนระหว่างเพื่อนในรุ่นที่ศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อลดความล่าช้า และเปิดโอกาสให้ได้ขายสินค้าแบบเร็วที่สุด ความต้องการตอนนี้คือ ไม่ว่าจำนวนสมาชิกจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่านี้ ก็อยากให้กลุ่ม @มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้านที่มีคุณภาพทั้งคนซื้อและคนขายพร้อมกัน
ปาณพล จันทรสุกรี
ผู้ก่อตั้งตลาดออนไลน์ @จุฬาฯมาร์เก็ตเพลส
โควิด-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยพื้นที่ที่เป็นแหล่งในการซื้อขายจริงๆ สามารถเดินเลือกซื้อสินค้าและจับต้องได้มีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้คนที่แม้จะไม่ได้ชอบซื้อของออนไลน์ แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ ทำให้คนหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น ทุกอย่างจึงเข้ามาในออนไลน์จำนวนมาก ทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียแม้ปกติอาจไม่ได้ทำ
ธุรกิจ ไม่ได้มีกิจการหรือขายของออนไลน์ แต่ก็สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้ในการค้าขายสินค้าส่วนตัว ประชาสัมพันธ์กิจการ หรือทำมาหากินได้
เมื่อเกิดโควิด-19 ระบาดในไทยทำให้รายได้จากบริษัทเป็นศูนย์ แต่ส่วนตัวมีกิจการเปิดขายขนมแบบสั่งตามรอบ เมื่อมีเวลามากขึ้นก็สามารถทำขนมได้มากขึ้น จึงต้องการหาพื้นที่ในการขายของมากขึ้น แล้วบังเอิญมีรุ่นพี่เอาขนมไปช่วยขายในกลุ่มไลน์หมู่บ้าน ซึ่งมียอดขายสูงพอๆ กับการขายผ่านไลน์ของร้านขนมจริงๆ ทั้งที่มีสมาชิกในกลุ่มเพียง 400 คนเท่านั้น จึงมองว่ารูปแบบการขายสินค้าผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก หรือกลุ่มไลน์ น่าจะเป็นพื้นที่ในการขายที่ทำได้ดี จึงเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นในการทำกลุ่ม @จุฬาฯมาร์เก็ตเพลส
ปัจจุบันก่อตั้งได้เกือบ 1 เดือน มีสมาชิก 230,000 คน นอกจากนี้ จากการที่เริ่มต้นเปิดกลุ่มมาเกือบพร้อมกัน และเป็นกลุ่มที่มีรูปแบบไม่แตกต่างกันมากนัก ทำให้กลุ่มจุฬาฯกับกลุ่มธรรมศาสตร์ร่วมประสานและแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างผู้ดูแลของทั้ง 2 กลุ่ม อาทิ มีบางกรณีที่เกิดขึ้น จะสามารถจัดการได้อย่างไร เพื่อให้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะสามารถรับมือได้ทันที
โดยการดูแลกลุ่มขณะนี้ พยายามดำเนินการให้มีความรัดกุมและลดการฉ้อโกงในการซื้อขายสินค้า เหมือนเป็นเจ้าของตลาดที่ต้องดูแลบรรยากาศของตลาดให้ดีและน่าเดิน
กติกาในการเข้าร่วมกลุ่มเหมือนกับกลุ่มของธรรมศาสตร์ ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อาทิ นักศึกษา ศิษย์เก่า หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ซื้อสามารถเข้ามาได้ตามปกติ แต่จะคัดกรองเป็นเฟซบุ๊กที่ไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ ใช้รูปโปรไฟล์เป็นตัวจริง เพื่อปิดช่องทางการเข้ามาสร้างความวุ่นวายภายในกลุ่ม
ในส่วนผู้ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย หรือทำผิดกฎของกลุ่มที่ตั้งไว้ ก็จะทำการบล็อกไม่ให้เข้ามาได้อีก เพราะสงสารคนที่ทำมาหากินอย่างตั้งใจที่เหลือ สำหรับสินค้าที่ขายดี จะเป็นพวกของกิน ขนม เบเกอรี่ และผลไม้ เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ต้องกินอยู่ดี
ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา
นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย
และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด
กลุ่มสตาร์ตอัพกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นกลุ่มท่องเที่ยว และอีเวนต์ต่างๆ ที่จะต้องเกิดการปรับตัว เพราะรายได้จากเดิมที่สตาร์ตอัพกลุ่มท่องเที่ยวไทยถือเป็นดาวรุ่งของอุตสาหกรรม แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายธุรกิจจะต้องมีการโยกย้ายตำแหน่ง หรือหน้าที่การงานกันไป อาทิ การย้ายทีมงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ไปในระหว่าง
สตาร์ตอัพด้วยกัน เพื่อลดผลกระทบในบริษัทที่ยังไม่มีงานเข้ามา และนำทีมงานเข้าไปช่วยในบริษัทที่มีงานก่อน รวมถึงการรับงานร่วมกันระหว่างบริษัท เพื่อเลี่ยงการปลดพนักงาน เพราะเชื่อว่าไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่ต้องเสียสูญเสียพนักงานหรือคนในทีมไปแน่นอน
ในมุมของสตาร์ตอัพยังมีหลายธุรกิจที่เติบโตได้ดีในช่วงวิกฤตขณะนี้ เพราะตอนนี้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซถือเป็นทางรอดแล้ว เนื่องจากหลายธุรกิจได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดห้างสรรพสินค้า ทำให้ทิศทางข้างหน้าจากเดิมที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นเพียงธุรกิจทางเลือก ใช้เวลา
ในการทำแผนและประกอบร่างขึ้นมาเป็นปี แต่เมื่อเกิดวิกฤตในปัจจุบัน ใช้เวลาเพียง 2 วันก็สามารถไลฟ์สดขายสินค้า หรือบริการได้แล้ว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวที่น่าสนใจมาก
อยากให้ทุกคนจำความรู้สึกนี้ไว้ว่า เมื่อเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมา เราจะต้องรอด จะทำอย่างไรให้สามารถรอดไปได้ ส่วนในมุมของธุรกิจเอสเอ็มอีก็ถือเป็นทางรอดมากกว่าทางเลือกด้วยเช่นกัน เพราะทุกธุรกิจล้วนมองเห็นโอกาสว่าจะเข้ามาสู่ออนไลน์ให้ได้อย่างไร หลังจากช่วงที่ผ่านมาเป็นการหาช่องทางเพื่อเข้ามา แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจะต้องเข้าทางออนไลน์ให้ได้แทน โดยแนะนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือสตาร์ตอัพที่ต้องการเข้าสู่การให้บริการผ่านออนไลน์
อยากให้มอง 2 ด้าน คือ 1.มองว่าตนเอง หรือธุรกิจของตนเองเป็นแบบใด มีความถนัด หรือทักษะด้านใดเป็นพิเศษ ในการสามารถนำมาเป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้าง อาทิ เล่นกีตาร์เก่ง หรือทำอะไรเป็นงานอดิเรก เพราะอาจสามารถเปิดสอนออนไลน์ได้ เนื่องจากในปัจจุบันก็มีการเรียนการสอนออนไลน์เพิ่มมากขึ้น 2.ให้มองว่าคนต้องการอะไรในภาวะแบบนี้ แล้วหาสินค้าหรือบริการมาตอบโจทย์กลุ่มคนเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นลูกค้าในอนาคต คนที่จะเริ่มขายสินค้าในช่วงนี้
ในช่วงที่ผ่านมาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทย เมื่อต้องการซื้อของ 1 ชิ้น จะค้นหาสินค้าผ่านออนไลน์เพื่อหาข้อมูลก่อน 10% เพื่อประกอบการตัดสินใจ ทั้งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ และหน้าร้าน โดยในปี 2562 มูลค่าการซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งประเทศเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นช่วงที่อีคอมเมิร์ซมีกระแสโตได้ดีก็ตาม หากเทียบกับจีนมีมูลค่าอีคอมเมิร์ซเป็นสัดส่วน 25% ของค้าปลีกทั้งประเทศ แม้ว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซหลายบริษัทก็ตาม จึงสะท้อนให้เห็นว่าคนอีก 80-90% ยังนิยมซื้อของผ่านช่องทางหน้าร้านอยู่ ทำให้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจซื้อได้ดีมากขึ้น ดังนั้น ช่องทางออนไลน์จึงเป็นช่องทางที่ทำให้การขายทั้งผ่านหน้าร้าน และผ่านออนไลน์มีประสิทธิภาพ และทำได้ดีมากขึ้น
ในสถานะการวิกฤตโควิด-19 อยากแนะนำให้ผู้ประกอบการค่อยๆ ลงทุนไปก่อน โดยให้เริ่มขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย หรือโซเชียลคอมเมิร์ซ เพราะเป็นช่องทางที่คนไทยมีการซื้อสินค้าออนไลน์ในสัดส่วนสูงถึง 40% ของมูลค่าซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้ซื้อรู้สึกว่าได้ซื้อสินค้าโดยตรงกับผู้ค้า เพราะสามารถโต้ตอบกันได้แบบทันที รองลงมาคือ ช่องทางอีมาร์เก็ตเพลซ (ตลาดนัดออนไลน์) เพราะจะมีการทำโปรโมชั่นดึงดูดผู้ซื้อ และช่องทางสุดท้ายคือ การสร้างเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มของเป็นของตนเอง ซึ่งปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มในการใช้บริการได้มากมาย ทั้ง 3 ช่องทาง
ในปัจจุบันหากผู้ประกอบการอยากเริ่มมาขายของออนไลน์ ให้เริ่มที่โซเชียลมีเดียก่อน เพราะเป็นช่องทางหลักที่คนไทยใช้ในการซื้อของออนไลน์มากที่สุด และให้ความรู้สึกเหมือนคุยกับเจ้าของร้าน หรืออยู่หน้าร้านได้

