ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งจากกรณีจะอุ้มหรือไม่อุ้ม ”การบินไทย” ได้เสนอปมหนึ่งซึ่งเป็นคำถาม เป็นปมเกี่ยวกับสถานะความ รู้สึก”ร่วม”ของประชาชนอันสำแดงผ่านความรู้สึก”ร่วม”ของสังคม
ในฐานะที่”การบินไทย”เป็นรัฐวิสาหกิจ ในฐานะที่”การบินไทย”เป็นสายการบินแห่งชาติ
ถามว่าประชาชนมีความรู้สึกในการเป็น”เจ้าของ”หรือไม่
สรุปตามภาษาทาง “การตลาด” นั่นก็คือ ประชาชนตระหนักใน SENSE ในการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ รู้สึกหวงแหนและต้องการที่จะรักษาเอาไว้หรือไม่
ในที่สุดแล้วก็คือ ความรู้สึกในการหวงแหน”การบินไทย” หรือความรู้สึกที่หวั่นเกรงว่าการเข้าไปอุ้ม”การบินไทย”จะเป็นเช่นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
นั่นก็คือ สูญเสีย”เงิน”นับแสนล้านบาทโดยเปล่าประโยชน์
ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอันสะท้อนผ่านนักการเมืองทั้งที่เป็นฝ่ายของรัฐบาล ทั้งที่เป็นฝ่ายค้านตรงกัน
จากพรรคก้าวไกลกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์คือไม่เห็นด้วย
เมื่อตรวจสอบจากภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะ ก็โน้มเอียงจะไปในทิศทางเดียวกันกับนักการเมือง
นั่นก็คือ ไม่เห็นด้วย นั่นก็คือ หวั่นเกรงว่าจะเป็นการทุ่มเงินให้สูญไปในความว่างเปล่า ไม่เกิดผลอะไร
มีก็แต่เพียงสหภาพแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เท่านั้นที่ต้องการให้รัฐบาลทุ่มเงินกว่า 100,000 ล้านบาทมาให้กับ”การบินไทย”
มีก็แต่กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคมเท่านั้นที่พยายามผลักดันผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ออกมาโอบอุ้มพร้อมกับการจัดทำ”แผน”
การตัดสินใจของรัฐบาล การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงสำคัญ
ไม่ว่า “การบินไทย”จะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศในฐานะที่ถือว่า เป็น”สายการบินแห่งชาติ” ไม่ว่า “การบินไทย”จะเคยสร้างคุณูปการอย่างไรให้กับสังคมประเทศไทย
แต่สถานะของ”การบินไทย”ในปัจจุบันเป็นสถานะอันโดดเดี่ยวและอ้างว้างเป็นอย่างสูง
ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องจากการผลงานการบริหารเป็นปัจจัยหนึ่ง การสร้างภาพลักษณ์ว่าเอนเอียงในทางการเมืองตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 และก่อนรัฐประหาร 2557 เป็นอีกส่วนหนึ่ง
สถานะ”สายการบินแห่งชาติ”จึงไม่ดำรงอยู่ในบทสรุปร่วมของสังคมและของประชาชน

