การปรากฏขึ้นแห่งแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของ”กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” ต่อประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
สำคัญ และมี “แรงสะเทือน”
ไม่เพียงเพราะทั้ง 117 รายชื่อทั้ง องค์กร กลุ่มและตัวบุคคลมากด้วยความหลากหลาย
สะท้อนถึง “เครือข่าย” ที่กว้างขวาง
หากยังมีหลายรายชื่อที่สร้างความสนใจให้กับ “สังคม”เป็นอย่างสูง
ไม่ว่าจะมาจาก “พรรคประชาธิปัตย์”
ไม่ว่าจะมาจาก “พรรคเพื่อไทย” และรวมถึง “พรรคชาติไทยพัฒนา”
เท่ากับสะท้อนลักษณะ 3 ประสาน
1 สะท้อนองค์กรภาคประชาชน 1 สะท้อนองค์กรภาคปัญญา ชน นักวิชาการ และ 1 สะท้อนภาคพรรคการเมือง
รวมศูนย์ไปยัง”ร่างรัฐธรรมนูญ”ไปยัง”ประชามติ”
การแสดงตัวของพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามมาด้วย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ทรงความหมาย
“เนื้อหา”ใน”แถลงการณ์”ไม่รุนแรง
มิได้เป็นการดับเครื่องชนหรือต้องการปะทะกับคสช.และรัฐบาลโดยตรง
นี่คือลักษณะพิเศษของ “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย”
แต่ก็เท่ากับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การตัดสินใจของพรรค ประชาธิปัตย์ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม จะเป็นอย่างไร
น่าจะเป็นทิศทางเดียวกันกับ พรรคเพื่อไทย
น่าจะเป็นทิศทางเดียวกันกับ พรรคชาติไทยพัฒนา
ยิ่งปรากฎรายชื่อของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เคียงกับรายชื่อ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รวมถึง นายประสาร มฤคพิทักษ์
ตามมาด้วย นายวสันต์ สิทธิเขตต์
ตามมาด้วย นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
เมื่อพิจารณาร่วมกับคนจาก”พรรคประชาธิปัตย์”
เท่ากับแสดงให้เห็นว่า การออกมาเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ประสบผลอย่างไรในทางการเมือง
รูปธรรมเหล่านี้เท่ากับเป็นการสลาย”กปปส.”
รูปธรรมเหล่านี้เท่ากับเป็นการแยกตัวออกจาก”พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
ทำให้แนวโน้ม “ประชามติ” เกิดแปรเปลี่ยน
เป็นการแปรเปลี่ยนที่เริ่มมีคำถามมากขึ้นต่ออนาคตทางการเมืองภายหลังประชามติ “ไม่ผ่าน”
ย่อมเป็นการถามตรงไปยัง “คสช.”
ถามถึงอนาคตของ “คสช.” ถามถึงอนาคตของประเทศ

