อะไรคือสาเหตุของรัฐประหารล้มเหลวที่ตุรกี ยังมีประเด็นให้ถกเถียง นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า เกิดจาก 1.ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป พรรครัฐบาลปัจจุบันชนะเลือกตั้งต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีฐานมวลชนขนาดใหญ่ คุมเสียงประชาชนได้จริง 2.การเลือกตั้งเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้จะมีรัฐประหารเงียบเมื่อปี 2540 การเลือกตั้งไม่ได้สะดุด เท่ากับว่าตุรกีมีรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อ 36 ปีที่แล้ว คนหนุ่มสาวตุรกีอาจจะไม่รู้จักรัฐประหาร ไม่เคยเห็นภาพรถถังออกมาวิ่งบนถนน ระบบการเลือกตั้งได้วางรากฐานลงลึก คนยอมรับว่าเป็นกลไกทางการเมือง
3.เมื่อรัฐประหารห่างถึง 36 ปี จึงไม่มีเสียงสนับสนุนจากมวลชนเท่าที่ควร คนอาจจะไม่ชอบประธานาธิบดีและพรรคของเขา แต่ประกาศชัดว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างรัฐบาลพลเรือนที่ไม่ดีกับรัฐประหาร เขาจะอยู่กับรัฐบาลพลเรือนที่ไม่ดี นั่นหมายถึงคนไม่เอาระบอบทหารเหมือนในอดีต 4.ที่ผ่านมาประธานาธิบดีตุรกีได้จัดการกับกองทัพพอสมควร นำทหารขึ้นศาล 2 รอบ คือปี 2550 และ 2553 ลดบทบาทของทหารลงพอสมควร ซึ่งรัฐบาลมีขีดความสามารถในการควบคุมกองทัพได้จริง 5.การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) เปลี่ยนชุดความคิดของผู้นำตุรกี เป็นการยกระดับของภาพลักษณ์ผู้นำตุรกี ซึ่งการเมืองไม่ต้องมาจากการรัฐประหาร มีเรื่องของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
นายสุรชาติยังกล่าวด้วยว่า เมื่อเกิดรัฐประหาร รัฐบาลตุรกียังมีอำนาจในการต่อสู้ มีตำรวจอยู่ข้างรัฐบาล มีฐานมวลชนขนาดใหญ่ สื่อยังให้ความร่วมมือกับรัฐบาล แม้มวลชนและสื่อจะไม่ชอบรัฐบาล แต่ชาวตุรกีเลือกแล้วว่าจะเอารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าเอาทหาร บทบาทของสื่อมีความสำคัญ อาหรับสปริง ใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ส่วนตุรกี พระเอกคือเฟซไทม์ ดังนั้น รัฐประหารยุคใหม่ หากไปยึดสถานีโทรทัศน์อาจไม่มีความหมาย เพราะเครื่องมือสื่อสารอยู่กับทุกคน นอกจากนี้ ต่างประเทศไม่ยอมรับ รัฐประหารเป็นสินค้าที่ขายไม่ออก คนรุ่นใหม่ไม่เอาแล้ว ชาวตุรกีเชื่อว่าถ้าไม่ชอบรัฐบาล ต้องมาสู้กันด้วยการเลือกตั้ง
นั่นคือข้อวิเคราะห์จากนักวิชาการรัฐศาสตร์ ซึ่งตอบคำถามของเหตุการณ์ในตุรกีได้ครอบคลุม และอยู่ในแนวทางเดียวกับนักวิชาการอีกหลายคน จะเห็นว่าปัจจัยภายในและภายนอกมีส่วนกำหนดความเป็นไปของสถานการณ์ในประเทศหนึ่ง และตอกย้ำว่า ในโลกสมัยใหม่ การดำรงอยู่ของประเทศหนึ่ง ไม่อาจปลีกตัวเองไปจากมาตรฐานทางการเมืองและทางสิทธิเสรีภาพที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปได้ เป็นบทเรียนที่ผู้มีอำนาจ นักการเมือง น่าจะต้องศึกษาเพื่อก้าวให้ทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

