หน้าแรก การเมือง เพื่อไทยจัดเส...

เพื่อไทยจัดเสวนาถอดบทเรียนแก้โควิด นักวิชาการ ฝากฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลให้ดี

14.05.20 | 16:20 น.
“เพื่อไทย” จัดเสวนา “ ถอดบทเรียนการแก้ปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล : เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร“ นักวิชาการฝาก “ฝ่ายค้าน” ตรวจสอบรบ.ให้ดี

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคม พรรคพท. จัดเสวนาผ่านช่องทางไลฟ์สดผ่านหัวข้อ “ถอดบทเรียนการแก้ปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล : เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ซึ่งเป็นการถอดรหัสการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพท. ได้กล่าวเปิดการเสวนา ก่อนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. อ่านแถลงการณ์พรรค พท.ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ขณะนี้ยังไม่ยุติ เชื่อว่าสังคมไทยจะต้องเผชิญกับโควิด 19 นี้ไปอีกนาน พรรค พท.เห็นว่าได้เวลาถอดบทเรียน หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง ตัวเลขสะสมของผู้ติดเชื้อ ผู้ที่รักษาหายถึงปัจจุบันเกิดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.ความร่วมมือและความเสียสละของคนไทย ที่ป้องกันการระบาดของเชื้อได้ชะงัก การรักษาระยะห่างทางสังคมของคนไทย คนทำงานที่เสียสละและได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดกิจการ เจ้าของธุรกิจที่ต้องปิดกิจการตามคำสั่งของภาครัฐ นักเรียน นักศึกษาที่ต้องอยู่บ้านเนื่องจากการสั่งปิดสถานศึกษา 2.ความสามารถและความเสียสละของบุคลากรสาธารณสุขไทย ที่ทุ่มเทสกัดการระบาด รักษาผู้ติดเชื้อจนหายได้เป็นจำนวนมาก 3.ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทย ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนไทยมีหลักประกันการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขถ้วนหน้า รวดเร็ว ทำให้การตรวจเชื้อ การควบคุมโรค และการรักษามีประสิทธิภาพ


นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อและสถานการณ์โควิด 19 ในไทยจะดีกว่านี้ ถ้าการจัดการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพอย่างน้อย 7 เรื่อง คือ 1.การไม่มีประสิทธิภาพจัดหาหน้ากากอนามัย การขาดแคลนชุดป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 2.ความสับสนในมาตรการกักตัวผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 3.การสั่งปิดกิจการในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนประกาศมาตรการเยียวยา ทำให้คนไม่มีงานทำเดินทางกลับบ้าน เสี่ยงแพร่กระจายเชื้อให้คนในต่างจังหวัด 4.ความล่าช้าในการปิดประเทศ 5.ความล่าช้าและการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึงและรวดเร็ว มีคน 23.5 ล้านคนลงทะเบียนเพื่อขอรับการเยียวยา แต่คนได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทมีเพียง 14 ล้านคน พรรคเห็นว่าเกษตรกรควรได้รับการเยียวยาครอบครัวละ 35,000 บาท 6.ความล่าช้าในการคลายล็อคส่อทำให้เศรษฐกิจช็อคจนยากที่จะแก้ไขฟื้นฟู 7.ความล่าช้าในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ ความท้าทายระยะต่อไปคือ การฟื้นฟูและกอบกู้เศรษฐกิจที่มีคนจำนวนมากขาดรายได้ คนตกงานเกือบ 10 ล้านคน จีดีพีไทยมีโอกาสติดลบ 5-9% การที่รัฐบาลได้กู้เงินจำนวนมหาศาล สมควรที่งบประมาณเหล่านั้นจะตอบสนองทั้งในส่วนของความเข้มแข็งด้านสาธารณสุข การชดเชยเยียวยาในช่วงวิกฤติ การฟื้นฟูและปลุกชีวิตของเศรษฐกิจให้ได้ พรรคจะทำหน้าที่แทนประชาชนตรวจสอบประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการใช้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท

ด้านนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า โควิดทำลายล้างใน 2 มิติ คือ ทำลายสุขภาพ และทำลายระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลทำงานถึงวันนี้จะประเมินว่าสำเร็จหรือไม่ก็ต้องดูในทั้ง 2 มิติควบคู่กันไป หลายคนภูมิใจที่ประเทศเรามีผู้ติดเชื้อน้อย แต่ต้องต่อบทเรียนไปอีกว่าน้อยลงเพราะอะไร ใครทำให้น้อยลง และถ้ามันกลับมาอีกจะทำอย่างไร วันนี้เป็นเพียงขั้นหนึ่ง ยังไม่จบ และคนที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ยังประเมินไม่ได้ คนตกงาน รายได้หาย ไม่มีกิน ฯลฯ ซึ่งการดูแลของรัฐไม่ได้ไปอย่างทั่วถึง แต่ไปเป็นหย่อมๆ ทำให้เด็กในชนบทได้รับผลกระทบโดยไม่ได้เรียนหนังสือเพราะพ่อแม่ไม่มีกิน ลูกจึงไม่ได้เรียนหนังสือ ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรของชาติด้วย 2 เดือนแล้ว การเยียวยายังทำได้ไม่ถึง 50% เลย มีคนกลุ่มเดียวที่ไม่เดือนร้อน คือ รัฐบาล โควิดเหมือนเข้ามาช่วยรัฐบาล เพราะก่อนโควิดจะมารัฐบาลร่อแร่แล้ว เศรษฐกิจกำลังจะพัง แต่โควิดมาต่อชีวิตรัฐบาลให้ยืดออกไป แต่คนจนก็ยังเสียงไม่ดัง เพราะไม่ได้เป็นกลุ่มทุนให้รัฐบาลจึงไม่ได้รับการเยียวยาที่ทั่วถึง และทันท่วงที ขณะที่คนรวยได้รับการช่วยเหลือไปแล้วโดยการออกพ.ร.บ.ต่างๆมาอุ้ม แต่อย่างไรก็ตาม อยากชื่นชมกลุ่มคน 3 ระดับ คือ 1.ต้องขอชื่นชมประชาชน 2.กลุ่มแพทย์ พยาบาล และอสม. และ 3.รัฐบาลที่อย่างน้อยก็ได้เซ็นต์คำสั่งนั่นนี่ รวมถึงเอาแนวคิดของเราไปทำ แต่ที่จัดรัฐบาลไว้ลำดับท้ายสุดเนื่องจากความขัดแย้งภายในรัฐบาลที่คนหนึ่งพูดอย่าง อีกคนพูดอย่าง ทำให้ภาพออกมาว่ารัฐบาลแก้ปัญหาอย่างไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งเรื่องตุนหน้ากากก็เป็นเรื่องที่กัดกร่อนรัฐบาลอย่างมาก วันนี้ประเทศเป็นคนป่วยโรคเบาหวาน เดินมาหาหมอชื่อ “ประยุทธ์” เขาก็ทุ่มเทรักษา อัดยาลงไปอย่างเต็มที่ ทำให้คนป่วยเหลือ 0 แต่การอัดยามากๆโรคกลับไปโผล่ที่ไต จนไตวาย ต้องกู้เงิน 1.9 ล้านๆ ซึ่งถ้าหมอเก่งจขริงต้องรักษาโรคเบาหวานได้ โดยไม่ทำให้คนไข้เป็นโรคไตตาย

Advertisement

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และรองหัวหน้าพรรค พท.กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์หลักในการแก้ปัญหาโควิด -19 คือประชาชน ซึ่งมีผลต่อการควบคุมโรค ระบบการแพทย์สาธารณสุขก็เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมโรค หลักฐานสำคัญ คือสถาบันจอนห์ ฮอปส์กิ้นจัดลำดับความมั่นคงด้านสุขภาพไทยอยู่ในลำดับ 6 ของโลก ระบบสาธารณสุขของไทยซึ่งมีทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก มีผลต่อการตัดสินใจควบคุมโรคในภาพรวม เราวางโครงสร้างทางการแพทย์และสาธารณสุข หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบเขตสุขภาพที่ดี มีผลต่อการดูแลประชาชนโดยรวม ทั้งการส่งเสริม การดูแลและฟื้นฟูสุขภาพประชาชน ทั้งนี้ ตนมองว่าจากการใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อเหมาะสมแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศ เป็นเพียงการใช้ยาแรงซึ่งไม่เหมาะสม การออกข้อกำหนดตาม มาตรา 9 ล้วนอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อทั้งสิ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเลย มีเพียงการรวบอำนาจโดยตัดฝ่ายการเมืองออก ใช้ ศบค.แก้ปัญหามีแต่เจ้าหน้าที่รัฐโดยอ้างว่าต้องการความรวดเร็ว ซึ่งผลการควบคุมโรคทำได้ระดับหนึ่ง การทำหน้าที่ของ ศบค.เน้นควบคุมโรค ไม่ได้ควบคุมคนจึงมีผลกระทบตามมา สรุปแล้วใช้ยาแรง ไม่เหมาะสมต่อการควบคุมโรค ส่วนการตรวจหาผู้ป่วยก็เน้นเฉพาะมีเงื่อนไขตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คือเป็นกลุ่มเสี่ยงถึงจะได้รับการตรวจหาเชื้อ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อให้เยอะๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อได้อย่างทันท่วงที เชื่อว่าจะไม่มีการระบาดรอบสองอย่างแน่นอน

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นักวิชาการ และประธานสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า ถ้ามองในแง่ผลกระทบจากโควิด น่าจะเป็นกระทบที่หนักที่สุดในเรื่องเศรษฐกิจหลังจากช่วงสงครามโลก ปัญหาการว่างงานคือปัญหาที่น่าห่วงที่สุด เนื่องมาจากการล็อกดาวน์ และสั่งปิดกิจการต่างๆอย่างไม่มียุทธศาสตร์ เราต้องนำมาตรการต่างๆกลับมาทบทวนใหม่ โดยเฉพาะการใช้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาในภาพใหญ่ของประเทศ คือ มายาคติ ที่คิดว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการแก้ปัญหาคือทางออกนั้น ความจริงไม่ใช่ แต่ระบบสาธารณสุขไทยที่ดีต่างหากที่จะแก้ปัญหาได้ ต้องมีการจัดการ และเพิ่มเติมงบประมาณในระบบสาธารณสุข แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะประเทศไทยยังต้องซื้ออาวุธ และเรือดำน้ำอยู่ ดังนั้น ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขจึงเพิ่มได้น้อย นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบรับสภาน้อยมาก ทั้งที่ในต่างประเทศถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องเปิดประชุมสภาเพื่อขอระดมความเห็นทันที โดยคิดว่าทุกคนคือคนร่วมชาติ วันนี้ เราต้องใช้เงินจำนวนมากในการฟื้นเศรษฐกิจที่ล้ม สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องระวังคือ สิ่งที่มากับโรคระบาดโควิดระบาด คือโรคคอรัปชั่นระบาด วันข้างหน้าจะโทษแต่รัฐบาลว่าทุจริตไม่ได้ แต่ต้องโทษพวกท่านฝ่ายค้านที่ดูแลไม่ดีด้วย ดังนั้น จึงต้องฝากพวกท่านตรวจสอบรัฐบาลให้ดีด้วย

คลิกดูคลิปที่นี่ https://www.facebook.com/pheuthaiparty/videos/174812063848766/