‘เลขาฯก้าวไกล’ ชงรัฐบาลเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปล่อยประเทศไทยไปสู่ ‘ความปกติวิถีใหม่’

14.05.20 | 16:57 น.
‘เลขาฯก้าวไกล’ ชงรัฐบาลเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปล่อยประเทศไทยไปสู่ ‘ความปกติวิถีใหม่’ หยุดหาข้ออ้างต่ออายุ ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เสนอทางออกประเทศไทย ก้าวไปสู่ New Normal ด้วยการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยระบุว่า เป็นเวลาผ่านมาแล้ว 7 สัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และอีกประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะถึงคราวเปิดสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาอีกครั้ง พรรคก้าวไกลยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาไม่ใช่การที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่คือการมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีการวางแผนอย่างรอบคอบ มีการประเมินผลกระทบของมาตรการที่มีต่อประชาชนทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน มีมาตรการเยียวยาประชาชนในแต่ละกลุ่มอย่างทันท่วงที พร้อมกับวางแผนในการรับมือต่อสถานการณ์ที่ผันแปรอย่างเพียงพอ มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน และมีการสื่อสารกับประชาชนอย่างเข้าถึง


นายชัยธวัช กล่าวว่า การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้แก้ไขปัญหาทุกเรื่องได้อย่างหมดจด แต่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่รัฐมีไว้ใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์จำเพาะที่จำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพบางประการเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เมื่อปัญหาใหม่เกิดขึ้นและทวีความสำคัญแทนที่ปัญหาเดิม เมื่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดอีกต่อไป รัฐบาลก็จำเป็นต้องหาเครื่องมืออื่นมาใช้แทน สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันในรอบ 17 วันที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10 คนเกือบทุกวัน

นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า โดยปัจจุบันปัญหาที่กำลังลุกลามเข้ามาคือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากไวรัสและมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะกับพี่น้องประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบอย่างสาหัส และไม่อาจฟื้นตัวได้เองในเร็ววันหากปราศจากนโยบายรัฐ ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ในอดีตมามักบกพร่องเสมอในการเข้าใจ ใส่ใจ และแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม แต่รัฐบาลกลับยังคงพยายามให้ข้อมูล โดยเทน้ำหนักไปในทางที่ทำให้ประชาชนหวั่นวิตก ยกอ้างความกลัวการระบาดซ้ำ และกรณีตัวอย่างบางตัวอย่างที่ย่ำแย่มาเป็นตัวแทนของสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพื่ออ้างเป็นเหตุในการต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีกำหนดว่าจะยกเลิกเมื่อใด ทั้งๆ ที่มีกรณีตัวอย่างในต่างประเทศ ที่เราสามารถศึกษาเพื่อนำเอามาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการได้ อย่างเช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และเยอรมนี เป็นต้น ประเทศ

“รัฐบาลต้องเลิกสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการควบคุมการระบาดของโรค เพราะรัฐบาลสามารถควบคุมการระบาดของโรค ได้โดยวิธีอื่น ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การที่รัฐบาลยังคงดึงดันหาเหตุในการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อไปทั้งที่ไม่เหลือเหตุอันควรให้ใช้แล้ว” เลขาฯ พรรคก้าวไกล กล่าว

Advertisement

และว่า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเหตุผลที่แท้จริงคือเรื่องทางการเมือง ทั้งการป้องกันไม่ให้ประชาชนสามารถแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการลุแก่อำนาจ ทั้งการป้องกันไม่ให้ประชาชนแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับรัฐบาล ในกรณีที่รัฐบาลละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งปกครองที่ออกโดยรัฐ ทั้งความพยายามสยบกระแสการรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองในช่วงเดือนพฤษภาคม กระแส Mob From Home ของนิสิตนักศึกษา ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรครัฐบาลที่บรรดาผู้นำต้องการจัดการให้หมดสิ้นโดยไม่ถูกรบกวนจากสถานการณ์ภายนอก หรือแม้กระทั่งการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะถึงนี้ที่จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อใช้แก้ไขสถานการณ์ โควิด-19 ซึ่งทางวิปรัฐบาลก็ได้เผยท่าทีออกมาแล้วว่าจะจำกัดเวลาการอภิปรายให้อยู่เพียงภายใน 19.00 น. ของแต่ละวันโดยอ้างการเคอร์ฟิว เท่ากับเป็นเป็นการฉวยใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ฉุกเฉินในการเร่งรัดผลักดันร่างกฎหมายสำคัญโดยไม่ให้เวลาในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเพียงพอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลและพรรคร่วมฝ่ายค้านเคยเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ก็ไม่มีใครนำพา

นายชัยธวัช กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรตระหนักได้แล้วว่าการจะอยู่รอดในสถานการณ์ โควิด-19 ได้นั้นไม่ได้อยู่ที่การอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นการสร้างหรือค้นหานวัตกรรมใหม่ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยที่ยังมีกลไกป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการระบาดของโรคได้ นี่ต่างหากคือ New Normal ที่สังคมต้องการ ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยการยกเลิกการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องถลำลึกไปสู่ New Abnormal แทน