หน้าแรก การเมือง หมอเรวัตจี้ ร...

หมอเรวัตจี้ รบ.เลิก ‘เคอร์ฟิว’ หลังผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็น ‘ศูนย์’ บี้เลิกใช้ กม.พิเศษคุม ปชช.

14.05.20 | 18:37 น.
หมอเรวัตจี้ รบ.เลิก ‘เคอร์ฟิว’ หลังผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็น ‘ศูนย์’ บี้เลิกใช้ กม.พิเศษคุม ปชช.

นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ปลดล็อกตัวเอง!!!

ผมเคยโพสต์คำถามเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมว่าถ้าวันที่ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลย รัฐบาลจะยกเลิกเคอร์ฟิวหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ วันนี้คือวันที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็น 0 คำตอบจากการแถลงของ ศบค. คือไม่ เพราะฉะนั้น การคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงแสดงถึงความต้องการที่จะควบคุมประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับโรคระบาด

ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการควบคุมการระบาดคือประชาชนที่ให้ความร่วมมืออย่างดี กับระบบสาธารณสุขของไทยที่เข้มแข็ง ด้วยองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

วันนี้ประชาชนอยากออกจากบ้านเพื่อประกอบกิจการงานหรือมีกิจกรรมต่างๆ ตามปกติ ซึ่งผมสนับสนุนและเชื่อว่าทุกคนจะปลอดภัยโดยป้องกันตัวเองอย่างดีตลอดเวลาด้วยการใส่หน้ากาก 100% และล้างมือบ่อยๆ เมื่อทุกคนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติก็จะพบว่าในสังคมมีคนเพียง 2 ประเภทคือผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่มีอาการป่วยใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ และไม่ได้ตรวจหาเชื้อ กับคนปกติ

Advertisement

มีเพียงเท่านี้จริงๆ ส่วนคนติดเชื้อแล้วป่วยจะอยู่ที่โรงพยาบาล ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยจะอยู่ในสถานกักกัน (state quarantine หรือ local quarantine) ส่วนการเว้นระยะห่าง (social distancing) ป้องกันได้หรือไม่ นอกจากไม่ชัดเจนแล้ว ยังแปรปรวนแล้วแต่อารมณ์ถ้าเป็นชาวบ้านอยู่ใกล้กันเกินไป ก็ถูกประณามว่าทำตัวไม่ดี แต่ถ้าเป็นหน่วยราชการ เช่น กระทรวงคลัง เป็นเจ้าภาพ ก็จะไม่กล่าวถึง นั่งรถไปด้วยกัน 4 คน พอถึงร้านอาหารให้ไปนั่งกันคนละโต๊ะ พอกินเสร็จก็กลับบ้านโดยรถคันเดียวกันไม่เป็นไร ตรรกะวิบัติอย่างนี้ไม่เคยมีคำอธิบายจาก ศบค.

ประเทศเดนมาร์กเป็นตัวอย่างที่ดีที่เปิดเมืองไป 2 รอบแล้วก็ไม่มีปัญหาการระบาดรุนแรง เพราะมีการตรวจหาผู้ติดเชื้อจำนวนมากประมาณ 57,000 คนต่อล้านประชากร ซึ่งต่างกับไทยที่ควรตรวจแต่แรกก็ไม่ทำจึงทำให้มองไม่เห็นว่ามีผู้ติดเชื้ออยู่ที่ไหนบ้าง ทำให้หวาดหวั่นเหมือนกลัวผีเพราะอยู่ในความมืด

อีกหนึ่งปัจจัยที่เดนมาร์กทำได้ดี คือ มีการติดตามผู้ติดเชื้ออย่างเป็นระบบ (tracking) ว่าไปที่ไหน สัมผัส ใกล้ชิดกับใคร รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีผู้นำเชื้อจากต่างประเทศเข้ามาในบ้านเลย

ศบค.ควรยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปิดเมือง อย่าเลือกเอาแต่ตัวอย่างประเทศที่เกิดปัญหามาขู่ประชาชน

ผมอยากให้ประชาชนได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติและปลอดภัย จึงขอให้คนไทยใส่หน้ากาก 100% และล้างมือบ่อยๆ ส่วนรัฐก็ต้องเข้มอย่าให้ใครนำเชื้อจากเมืองนอกมาปล่อยให้คนไทยอีก