หน้าแรก การเมือง ส.ส.พรรคก้าวไ...

ส.ส.พรรคก้าวไกล เสนอ 5 ข้อถึงรัฐบาล ก่อนเข้าอุ้มการบินไทย

15.05.20 | 11:44 น.
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.พรรคก้าวไกล รองประธานกมธ.คมนาคมฯ เสนอ 5 ข้อถึงรัฐบาล ก่อนเข้าอุ้มการบินไทย

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.พรรคก้าวไกล และเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเรื่องการบินไทย ระบุว่า


วันนี้ (14 พ.ค. 63) ผมได้ให้ความเห็นในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ต่อที่ประชุมในประเด็นปัญหาของการบินไทย ดังนี้

1. รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา กล่าวคือร่างแผนฟื้นฟูฉบับเต็มควรได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะในทุกขั้นตอน เพราะข่าวที่หลุดออกมาอาจไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง อีกทั้งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่ารัฐบาล “กำลังจะ” ใช้เงินภาษีของพวกเขาอย่างไร ไม่ควรรอจนผ่าน ครม. แล้วค่อยมาแจ้งสู่สังคมเพื่อทราบ สังคมควรได้รับสิทธิ์ที่จะพิจารณาและได้รับโอกาสที่จะสะท้อนความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและทันกาลก่อนการอนุมัติโดย ครม.

2. ทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ควรจะเป็นคือการบินไทยควรมีความเป็นเอกชนมากขึ้น กล่าวคือแผนฟื้นฟูต้องระบุถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากอะไรไปสู่อะไร การบินไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน โดยรัฐควรลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของจากปัจจุบันมากกว่าร้อยละ 50 ให้เหลือเพียงร้อยละ 0-25 เพื่อเปิดทางให้มืออาชีพมากำกับและบริหารแทนทหารหรือข้าราชการ จึงจะสามารถแข่งขันกับเอกชนรายอื่นได้ ทั้งนี้รัฐบาลควรตระหนักว่าธุรกิจการบินเป็นธุรกิจที่มีกำไรแต่การแข่งขันสูงมาก แตกต่างจากบริการสาธารณะเฉกเช่นรถเมล์หรือรถไฟ

Advertisement

3. รัฐบาลควรใช้เงินภาษีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ไม่ “อุ้มไปอยู่ไป” วัน ๆ แบบที่ทำมาแล้ว 6 ปี. กล่าวคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการขอรับเงินช่วยเหลือหรือการให้สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงใหญ่ ในปี 2558 การบินไทยก็เพิ่งมีแผนฟื้นฟูแต่ทำไม่สำเร็จหรือไม่ได้ทำ จนทำให้เสียงสะท้อนจากประชาชน 98% เห็นตรงกันว่า “ไม่อุ้มการบินไทย” รัฐบาลจึงควรคิดให้รอบคอบก่อนใช้เงินภาษีของประชาชน อย่าเอาแต่ด้านดีของการใช้เงินมาพูด แต่ต้องคิดอยู่เสมอว่า “ด้วยเงินที่เท่ากัน เอาไปทำอะไรดีกว่า” จึงจะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้

4. ทางออกมีได้หลายทาง แต่สิ่งที่อยู่บนโต๊ะตอนนี้มันคือทางเลือกที่แย่ที่สุด กล่าวคือรัฐบาลมีทางเลือกหลายทางแต่แนวทางปัจจุบันยังคงความเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ มีเพียงการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการโดยเจ้าของเดิม คนทำกลุ่มเดิม ระบบเดิม และข้อจำกัดเดิม จึงทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นว่าการจะอุดหนุนเงินมหาศาลกว่า 134,000 ล้านบาท จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้อย่างไร จะแข่งขันกับบริษัทเอกชนได้หรือไม่ จะกลับมาขอเงินภาษีไปอุ้มต่ออีกเมื่อไหร่

5. ผู้บริหารการบินไทยชุดเดิมต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ กล่าวคือปัญหาการขาดทุนของการบินไทยมีมานานแล้วแต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง พอเกิดเหตุโควิด-19 ยิ่งทำให้วิกฤตหนัก จนมองไม่เห็นว่าในอนาคตอันใกล้จะกลับมามีกำไรได้อย่างไร การแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อเปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาทำงานแทนเครือข่ายของผู้มีอำนาจ กองทัพ และข้าราชการ เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เจ้าหนี้ร่วมกันเจ็บ (แทนที่ประชาชนจะต้องมาเจ็บแทน) แล้วค่อยเพิ่มทุนภายหลัง ในทิศทางที่เป็นเอกชนมากขึ้น เพื่อให้การบินไทยยังคงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนและไม่เป็นภาระของประชาชน

หวังว่า ข้อสังเกตทั้ง 5 จะเข้าหูท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ