วันที่ 21 กรกฎาคม เมื่อเวลา 10.00 น. นายบุญญะพัฒน์ จันทรอุไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผอ.กกต.จังหวัดกาญจนบุรี พ.ต.ต.อุทัย อินทรักษ์ สวป.สภ.เมืองกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย รส.ที่ 1 ร.9 พัน 1 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ นายสุวัฒนา ม่วงหวาน ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองกาญจนบุรี นายสมบัติ จิตรธรรม กำนันตำบลปากแพรก และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปที่ศาลาประชาคมบ้านพุรางนิมิต หมู่ 11 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังได้รับแจ้งจากนางนัยนา ตันมั่นคง ผู้ใหญ่บ้าน ว่า บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ที่นำไปปิดประกาศไว้เอาไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้หายไป
เมื่อไปถึงพบเพียงกระดานเปล่าตั้งเอาไว้ ส่วนบัญชีรายชื่อหายไปทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงประสานให้ช่างผู้เชี่ยวชาญ มาตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดเอาไว้ ถนนฝั่งตรงข้ามกับศาลาประชาคม ผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบผู้ต้องสงสัยเป็นชายรูปร่างอ้วนท้วม อายุประมาณ 35-40 ปี ใส่เสื้อยืดสีชมพู นุ่งกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์ มาจอดที่หน้ากระดานติดประกาศบัญชีรายชื่อ แล้วดึงบัญชีรายชื่อไปวางไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ แล้วขับออกไปอย่างใจเย็น โดยก่อเหตุประมาณ 13.25 น. ของวานนี้ (20 กรกฎาคม) แม้กล้องวงจรปิดจับภาพระยะไกล แต่คาดว่าเป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นสปาร์ค สีแดง หมายเลขทะเบียน ขษง 495 กาญจนบุรี หรือหมายเลขทะเบียน ขนง 485 กาญจนบุรี หลังจากทราบข้อมูล เจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดกาญจนบุรี จึงเดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อให้ติดตามชายต้องสงสัยคนดังกล่าวมาสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
นางนัยนา เปิดเผยว่า ตนได้นำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญมาติดประกาศที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นก็ได้มาตรวจเช็คดูทุกวัน จนกระทั่งช่วงสายที่ผ่านมา ปรากฏว่า บัญชีรายชื่อที่ติดเอาไว้หายไป ซึ่งเป็นบัญชีราชื่อบ้านเลขที่ 1 ถึงบ้านเลขที่ 77 ดังนั้นตนจึงรีบรายงานให้อำเภอเมืองกาญจนบุรีทราบดังกล่าว
ด้าน น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผอ.กกต.จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบแล้ว พร้อมกับมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

