หลาน ‘ขุนพลภูพาน’ รำลึก 10 ปี สลายชุมนุม สดุดีผู้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นางสาวจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หลานสาวของนายเตียง ศิริขันธ์ เสรีไทยภาคอีสาน ฉายาขุนพลภูพาน เปิดเผยข้อเขียน ผ่านเพจ ‘ยูดีดี นิวส์ UDD news’ ในวาระครบ 10 ปี เหตุการณ์สลายชุมนุมนปช. เมื่อพ.ศ.2553 เรื่อง ‘19 พฤษภาคม 2553 ถึง 19 พฤษภาคม 2563 : 10 ปีแห่งการรับรู้ของข้าพเจ้า’ มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า ในปี 2553 คนมีอายุ 12 ปี และกำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนที่ตัวอำเภอ นอกจากเป็นนักเรียนประถมคนหนึ่งแล้ว ยังมีความสนใจการเมืองพอสมควร จากการสนับสนุนของแม่ที่ชี้แนะแนวทางและเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
หากจำไม่ผิดขณะนั้นข้าพเจ้าลงสมัครประธานนักเรียนของโรงเรียนประถมและชนะการเลือกตั้งจนได้ตำแหน่งมา ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคำพูดติดปากเขาคือ “ประชาชนต้องมาก่อน” แต่ตนไม่ได้มีความเข้าใจว่าหมายถึงอะไร เพียงแต่ดูจากสื่อกระแสหลัก แล้วคำนี้ถูกพูดถึงบ่อยมากตนนำมาดัดแปลงเป็นสโลแกนที่ใช้หาเสียง คือ “นักเรียนต้องมาก่อน” ตนและเพื่อนยังคงล้อเล่นกับคำนี้กันอย่างสนุกสนานว่า “ประชาชนมาก่อนก็ถูกแล้ว ผู้นำชอบมาสายกัน”
นางสาวจุฑาทิพย์ ระบุว่า ในตอนนั้นตนนอกจากจะเป็นเด็กประถมแล้วก็ยังมีหน้าที่เป็นประธานนักเรียนพ่วงด้วย ทุก ๆ เช้ามีหน้าที่นำสวดมนต์ และบางวันมีหน้าที่เชิญธงชาติตอนเข้าแถวก่อนเข้าเรียน ส่วนในตอนเที่ยงมีหน้าที่บอกเล่าข่าวผ่านเสียงตามสายของโรงเรียน ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุที่ตนได้ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของประเทศ จึงทราบดีว่ามีการชุมนุมของ นปช. มาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่ามีการใส่เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุม และเป็นภาพจำว่านั่นคือการชุมนุมของคนเสื้อแดง พื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่คือภาคอีสานและมักเป็นภาพจำของคนส่วนมากว่าภาคอีสานต้องเป็นเสื้อแดง หากจะมองแบบนี้ก็คงไม่ผิดนัก หมู่บ้านที่อาศัยอยู่มีการสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดงพอสมควร
“หลาย ๆ บ้านเลือกที่จะติดจานดาวเทียม เพื่อติดตามการชุมนุมและเชียร์อย่างมีอรรถรส ประหนึ่งว่าอยู่ในที่ชุมนุมด้วย หลาย ๆ บ้านมีการปักธง นปช. มีการพูดถึงการโฟนอินจากทักษิณ และมีการชักชวนกันไปชุมนุมตามศาลากลางจังหวัด ตอนนั้นบอกตามตรงว่าตื่นเต้นมาก ด้วยความที่เป็นเด็กและเห็นความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ข้าพเจ้าเองขณะนั้นก็ไม่ได้มีความเข้าใจมากว่าจุดประสงค์ของการชุมนุมคืออะไร รู้เพียงว่ามีการเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ต่อมาทราบว่ามีผู้เข้าร่วมประท้วงมากมายและเริ่มเกิดเหตุจลาจล เช่น การเผาศาลากลางจังหวัด แต่ก็ไม่ได้รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีหลายความเห็นจากหลายทาง เช่น บอกว่ามีคนเสื้อแดงเผาศาลากลางจังหวัด และอีกกลุ่มบอกว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ จนมาถึงช่วงที่มีการสั่งสลายการชุมนุม สิ่งที่ได้ยินบ่อยที่สุด คือ การใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมยังคงสู้และปักหลักชุมนุมโดยหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากแก๊สน้ำตา ….ตอนนั้นจำได้ว่าช่องโทรทัศน์ต่าง ๆ เริ่มมีการออกข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม และมีนักข่าวต่างชาติเสียชีวิตจากการทำข่าวด้วย ในความรับรู้ตอนนั้นยังไม่ได้มีความรู้สึกร่วมด้วยเท่าไหร่ อาจจะเพราะความเป็นเด็กหรืออะไรก็ตาม แต่ก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องปกติแน่ ๆ…..”
นางสาวจุฑาทิพย์ กล่าวว่า ในปี 2563 นี้ ครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง มุมมองและความรู้สึกของตนแตกต่างไปจากตอนที่เป็นเด็กประถมมาก คำที่ได้ยินบ่อย ๆ เช่น เสื้อแดงชอบใช้ความรุนแรง ลงถนนคือความรุนแรง ล้วนเป็นคำที่ฟังดูไร้อุดมการณ์มาก ในประเทศที่กดขี่ประชาชน การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นถูกผลักไสให้กลายเป็นพวกไร้เหตุผล นิยมความรุนแรง ตนรับรู้ข้อมูลมากขึ้น เห็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในสังคม และเห็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นต่อตัวของเอง
“ประเทศนี้ไม่ใช่ที่แสวงหาอำนาจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ประเทศนี้คือประเทศของประชาชน ขอสดุดีเพื่อนร่วมชาติที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทุกคนและขอให้ประเทศไทยมีความยุติธรรม ในฐานะประชาชนขอสู้เพื่อให้ประเทศนี้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และจะขออยู่จนไม่ต้องมาสู้เพื่อประชาธิปไตย”


