วงเสวนาออนไลน์ 6ปีรปห. นักกิจกรรมชี้ม็อบมาแน่ แต่เซฟสุขภาพมากขึ้น เชื่อ รบ.อ้างโรคระบาดเข้าปราบปราม
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ร่วมกับ เครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาเคียงข้างประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (คนป.) และ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) จัดเสวนาออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group – DRG เนื่องในโอกาสครบรอบ 6 ปีรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 หัวข้อ “เมื่อเกิดรัฐประหาร การต่อต้านจึงเป็นหน้าที่” ร่วมเสวนา โดยนายธนพล พันธุ์งาม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, นายฟาห์เรนน์ นิยมเดชา กรรมการกลาง สนท., นางสาวกันตา รัตนวงษ์ สมาชิกคนป. และนายปิยรัฐ จงเทพ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
ย้อนอ่าน : กลุ่มฟื้นฟูปชต. ย้อนเส้นทาง ต้านรปห. ชี้ ชู3นิ้ว ถูกใช้ครั้งแรกในโลก เพราะบิ๊กตู่ยึดอำนาจ
นายปิยรัฐ กล่าวถึงการประกาศต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า เป็นเพราะโควิด-19 ระส่ำระสายกับรัฐบาลพอสมควร เนื่องจากมีการเรียกร้องของนักศึกษา กระทั่งการระบาดใหญ่จึงมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิวส์ ล่าสุดครอบไปถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งจะนำมาสู่การที่รัฐบาลรู้สึกไม่มีเสถียรภาพ ไม่ได้มองถึงการอยากควบคุมจำกัดวงโรคระบาดเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในแง่ดีคือการป้องการระบาดระลอกสอง แต่อีกแง่ก็กระทบกับความรู้สึกของประชาชน
นายปิยรัฐ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่จะเกิดขึ้นโดยตัวสภาพแวดล้อมไม่ใช่การว่าจ้าง ก่อหวอด สุมไฟ หลายคนบอกว่ามีการเตรียมการ สมรู้ร่วมคิด ซึ่งหากติดตามมาโดยตลอดจะพบว่ากลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นหน้าใหม่ และมีความแหลมคมสูงกว่ายุคตนมาก รัฐบาลก็มีความระส่ำระสายเรื่องนี้เช่นกัน แต่เชื่อว่า ไม่ได้กลัวสั่นจะคลอนอำนาจ แต่กลัวประเด็นที่จะนำมาสู่การอภิปราย หรือนำเสนอในเวทีขบวนการนักศึกษา ซึ่งไปไกลพอควรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“ต้องยอมรับว่า รัฐบาลเกรงกลัวเรื่องนี้พอควร เพราะการสื่อสารแทบไม่ต้องรอสื่อหลัก อยู่ปลายนิ้วสัมผัส ทุกคนร่วมเป็นผู้ชุมนุมได้ จึงไม่สามารถประเมินยอดได้ คนเข้าใจปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าม็อบ อยู่หน้าจอก็เข้าใจปัญหาได้ เป็นสิ่งอันตรายของพวกเขา จึงอาศัยวิกฤตให้เป็นโอกาส ขยับเขยื้อน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นอำนาจพิเศษให้กับนายกฯในการควบคุมโควิด แต่ความจริงกลัวการเคลื่อนไหวของประชาชน ซึ่งแม้ผู้ชุมนุมเป็นหมื่นเป็นแสนคนก็ล้มรัฐบาลไม่ได้ ถ้าไม่ไปเอง
“ปัญหาโควิดยังให้โอกาสในการรวบอำนาจการบริหารราชการส่วนของรัฐมนตรี หากมองลึกๆ ในทางการเมือง ไม่เฉพาะการแก้ปัญทางการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในของรัฐบาลเอง กับสิ่งที่ไม่ปกติของรัฐบาลตอนนี้ ไม่ว่าขั้วของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขั้วสี่กุมาร ยังไม่รวมความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมดหากประเมินสถานการณ์ข้างหน้าต้องบอกว่ายังไม่เห็นทาง จึงเชื่อว่าปีนี้จะมี 2 เทศกาล 1.ต้นปีเผาจริง 2.ปลายปีเก็บกระดูก เหตุที่สภาพัฒน์ไม่กล้าแถลงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาตรแรกเพราะตัวเลขติดลบ และเชื่อว่าขณะนี้ติดลบมากกว่า 2 หลักขึ้นไป” นายปิยรัฐกล่าว
นายปิยรัฐ กล่าวว่า ไม่ว่าจะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ การเคลื่อนไหวน่าจะมีการขับเคลื่อนบ้าง แต่อาจไม่ครึกครื้นเหมือนก่อนการระบาดของโควิด-19 แต่จะเป็นลักษณะกลุ่มก้อนขนาดเล็กมากกว่า แต่สิ่งที่น่าห่วงคือหากมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรม เชื่อว่ารัฐบาลจะมีวิธีจัดการด้วยการใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้าง สถานการณ์ที่เผชิญต้องตัดสินใจระหว่างโรคระบาด ปากท้อง และการมีอยู่ของรัฐบาลที่เป็นอุปสรรค อะไรน่ากลัวกว่า ประชาชนต้องเลือกระหว่างสองความเสี่ยงนี้ว่าจะออกมาร่วมการต่อต้านรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
ด้าน น.ส.กันตา กล่าวว่า โควิด-19 กระทบกับชีวิตทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ทั้งนี้ มีภาคประชาชนถามว่าหลังจากนี้จะมีการจัดชุมนุม แฟลชม็อบหรือไม่ เครือข่ายฯจึงคุยกันว่าอาจปรับรูปแบบการเรียกร้องโดยคำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น เพราะกลัวการระบาดรอบ 2 ซึ่งอาจหนักกว่ารอบแรก
“การเคลื่อนไหวหลังจากนี้อาจมาในรูปแบบการกระจายเป็นจุด เช่นวันนี้ที่ครบ 6 ปีการรัฐประหาร คสช.ก็มีเครือข่ายต่างๆ ออกไปเคลื่อนไหว และโดนเจ้าหน้าที่คุกคาม รวมทั้งการเคลื่อนไหวทางออนไลน์ก็มีอิทธิพลไม่ต่างจากการออกมาเคลื่อนไหวข้างนอก เช่น การเทรนด์ทวิตเตอร์ต่อต้าน ไม่ให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ซึ่งภายหลังมีการชะลอเรื่องนี้ออกไป
“ส่วนตัวคิดว่า โควิดจะอยู่กับเราไปอีก 1 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งโรคระบาดนี้เองจะช่วยยืดเวลาให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ยาวไปอีก ขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนี้ยื่นอนุมัติโครงการต่างๆ เรียกได้ว่าอาจเล่นทีเผลอ หรือใช้วิกฤตเป็นโอกาส” น.ส.กันตา กล่าว

