หน้าแรก การเมือง จาตุรนต์แพร่บ...

จาตุรนต์แพร่บทความ 3 เรื่อง 3 ปัญหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

22.07.16 | 18:58 น.
แฟ้มภาพ

วันที่ 22 กรกฎาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก หัวข้อ 3 เรื่อง 3 ปัญหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ระบุว่า


ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติหรือฉบับมีชัยนี้ มีเรื่องหลายเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีองค์กรภาคประชาสังคมได้วิพากษ์วิจารณ์กันไปมากพอสมควร และคงจะมีการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นอีกในช่วงต่อไป เรื่องที่ผมจะแสดงความเห็นต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เห็นว่าอาจมีผลกระทบต่อโครงการหรือมาตรการของรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อประชาชนอย่างมากในวงกว้าง ทั้งยังเป็นประเด็นที่เป็นที่สนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก

เรื่องที่ผมจะกล่าวถึงมีอยู่ 3 เรื่องคือ

1.เรื่องระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือที่มักรู้จักกันในชื่อ “30 บาทรักษาทุกโรค” 2.เรียนฟรี 12 ปี หรือ 15 ปี และ 3.การแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร

Advertisement

บทความนี้จึงจะแบ่งเป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1 โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จะถูกกระทบหรือไม่

มีข้อห่วงใยและการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแล้วอาจมีผลกระทบต่อโครงการหรือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนอาจไม่สามารถทำได้ต่อไป ข้อห่วงใยนี้อาจเกิดจากการที่มีการพูดถึงการยกเลิกหรือรื้อระบบประกันสุขภาพนี้มาเป็นระยะจากคนระดับสูงของรัฐบาล และมีการแสดงความเห็นในทางที่ต้องการให้นำระบบร่วมจ่ายมาใช้ ความเห็นทำนองนี้มีการพูดกันในขั้นตอนของการร่างรัฐธรรมนูญด้วย เรื่องนี้จึงเรียกได้ว่ามีมูลอยู่ไม่น้อย เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จออกมา จึงมีการจับตาให้ความสนใจเรื่องนี้กันเป็นพิเศษ
หากพิจารณาเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญโดยเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็จะพบประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและเป็นปัญหาอยู่ดังนี้
ร่างฯ ฉบับปี 2550

หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย

มาตรา 51 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์
ร่างฯฉบับมีชัย

หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ

บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
จุดต่างที่ทำให้เกิดข้อห่วงใยอยู่ตรงไหน ??

ในหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในรัฐธรรมนูญปี 2550 พูดถึงสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน ในขณะที่ร่างฯฉบับมีชัยไม่มีคำว่า “เสมอกัน” และยังแยกชัดเจนว่าบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติ คำว่า “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” นี้ก็เติมเข้ามา ในขณะที่บุคคล (ทั่วไป) ย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นเป็นระบบที่รัฐใช้เงินภาษีอากรที่เก็บจากประชาชนทั่วไปมาใช้ทำประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เดิมเคยเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้รับการรักษาพยาบาลครั้งละ 30 บาท แต่ปัจจุบันไม่มีการเก็บ 30 บาทแล้วและไม่ใช่สาระสำคัญ แนวความคิดของระบบนี้ คือ ทำประกันให้ประชาชนถ้วนหน้า ไม่ใช่ดูแลเฉพาะผู้ยากไร้ เนื่องจากในเรื่องสุขภาพและชีวิตนั้นจะวางหลักเกณฑ์ว่าใครเป็นผู้ยากไร้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องยากมาก คนที่มีฐานะปานกลาง หากป่วยไข้ร้ายแรงขึ้นมาต้องเสียค่ารักษามากๆ ขึ้นมาก็อาจกลายเป็นผู้ยากไร้ไปในทันทีได้เหมือนกัน
เมื่อตัดคำว่า “เสมอกัน” ออกไป และยังแยกแยะระหว่างบุคคลทั่วไปกับบุคคลผู้ยากไร้ว่าจะได้รับการบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างกัน จึงทำให้เกิดความห่วงใยว่าในอนาคตอาจมีการตีความว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ไม่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญก็ได้

เรื่องนี้จะเป็นปัญหามากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของ กรธ.ผู้ร่างซึ่งยังไม่ได้ชี้แจงเรื่องนี้เสียให้ชัดเจนว่าขณะร่างต้องการอะไรแน่ ต้องการนำระบบร่วมจ่ายมาใช้ดั่งที่เป็นข่าวใช่หรือไม่ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังขึ้นกับตัวหนังสือที่เป็นลายลักษณ์ด้วยว่าเขียนไว้อย่างไร จะตีความกันอย่างไรด้วย

เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันมากเข้าๆ กรธ.คงกลัวว่าจะทำให้ร่างยิ่งไม่เป็นที่ยอมรับ จึงได้ไปหาทางเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนในตอนท้ายๆ คือในหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ช. ด้านอื่นๆ (4) ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการและการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน

ข้อความที่เติมเข้ามาในตอนท้ายนี้ไม่อยู่ในหมวดสิทธิฯที่ประชาชนพึงได้รับ แต่อยู่ในหมวดการปฏิรูปประเทศซึ่งถ้ารัฐบาลไม่ทำ ประชาชนก็ไม่สามารถไปร้องเรียนได้เหมือนกับกรณีที่อยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ ทั้งยังทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหาก กรธ.ต้องการแก้ข้อสงสัยจริง เหตุใดจึงไม่แก้ข้อความในหมวดสิทธิและเสรีภาพนั้นให้ชัดเจนไปเสียเลย

ที่เป็นห่วงกันว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคจะได้รับผลกระทบทั้งจากแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญและจากตัวร่างฯเองจึงเป็นเรื่องมีเหตุผลครับ

ตอนที่ 2 เรียนฟรี 12 ปี หรือ 15 ปี

เรื่องเรียนฟรี 12 ปีนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางอีกเรื่องหนึ่งเพราะอาจกระทบต่อประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายนับล้านคน

ประเด็นที่สนใจกันมาก ก็คือ เด็กที่เรียนชั้น ม.4-ม.6 รวมถึง ปวช.ด้วย จะเรียนฟรีหรือไม่ ตกลงเรียนฟรี 12 ปี หรือ 14 ปี หรือ 15 ปีกันแน่
ถ้าดูจากร่างฯฉบับมีชัยเปรียบเทียบกับร่างฯปี 2550 แล้วก็จะพบว่ามีปัญหาจริงๆ ดังนี้

ร่างฯ ฉบับปี 2550

มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย…
ร่างฯฉบับมีชัย

มาตรา 54 รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
รัฐต้องดําเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา ตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดําเนินการด้วย

ตามร่างปี 2550 นั้น รัฐธรรมนูญให้คนมีสิทธิเรียนฟรีตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ซึ่งก็อาจมีปัญหาเรื่องฟรีจริง ฟรีไม่จริงอยู่บ้าง เพราะงบประมาณจำกัด พอรัฐบาลมีนโยบาย เรียนฟรี 15 ปีขึ้นมา ก็ขยายลงมาทางอนุบาลซึ่งไม่ครอบคลุมโดยรัฐธรรมนูญ ถ้าจะมีปัญหาในส่วนของอนุบาลนี้ เช่น ให้งบประมาณน้อยไปก็จะไม่ใช่ปัญหาในเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ตามร่างฯฉบับมีชัย กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ความหมายก็คือ จาก ม.3 ลงมาถึง ป.1 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และอนุบาลอีก 3 ปี

ที่มีตัวเลข 14 ปี ขึ้นมาก็คงหมายถึงเด็กเล็กก่อนเข้ารับการศึกษาอีก 2 ปี

ถามว่ารัฐบาลจะให้เด็ก ม.4-ม.6 เรียนฟรีด้วยได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ถ้าไม่มีใครทักท้วงหรือคัดค้านก็คงได้ ปัญหาคือ หากมีการทักท้วงขึ้นมาจนต้องตีความหรือเกิดการโต้แย้งสิทธิกันขึ้นมาก็อาจจะยุ่งยากได้

ดังที่ทราบอยู่แล้วว่าที่ผ่านมานโยบายเรียนฟรีนี้มีปัญหาฟรีไม่จริงอยู่มาก เพราะงบประมาณไม่พอ ถ้าฟรีกันตั้งแต่เด็กเล็ก 2 ปี ต่อด้วยอนุบาลอีก 3 ปี ขึ้นมาจนถึง ม.6 ก็จะเป็น 17 ปี
สมมุติว่าเด็กอนุบาลได้รับการดูแลไม่ดี ได้รับงบประมาณน้อย ผู้ปกครองไปร้องว่ารัฐไม่จัดให้เรียนฟรีตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเอางบประมาณไปจัดการศึกษาให้เด็กมัธยมปลายหรืออาชีวะเรียนฟรี ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ จะว่าอย่างไร ยิ่งโรงเรียนเอกชนก็จะยิ่งมีปัญหา

เรื่องนี้หลายฝ่ายก็คงเห็นปัญหาและเมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น จึงร้อนถึง คสช.ที่ต้องออกมาใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้เรียนฟรี 15 ปี ซึ่งในปัจจุบันไม่ต้องมีคำสั่ง เขาก็ทำกันอยู่แล้ว
ปัญหา คือ ถ้าร่างฯนี้ใช้บังคับแล้ว คำสั่งนี้จะมีฐานะอย่างไร จะยังคงมีผลอยู่หรือไม่

หากตีความว่าร่างฯฉบับมีชัยที่กำหนดให้เรียนฟรี 15 ปี ถึง ม.6 คำสั่งก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ต้องมีก็ได้ แต่ถ้าร่างฯกำหนดให้เรียนฟรี 12 ปี ถึง ม.3 เท่านั้น คำสั่งก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญและใช้ไม่ได้

การออกคำสั่งจึงอาจมีผลทางจิตวิทยาให้คนสบายใจไปได้ชั่วคราวเท่านั้น หาได้มีผลทางปฏิบัติไปแก้ปัญหาของร่างฯฉบับมีชัยแต่อย่างใดไม่

เรื่องนี้ก็คล้ายกับเรื่องด้านสาธารณสุขตรงที่ปัญหาเกิดจากการที่ กรธ.บางส่วนอาจจะมีแนวความคิดที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ สำหรับเรื่องการศึกษา เขาอาจคิดว่าควรหันไปดูแลเด็ก
เล็กและอนุบาลซึ่งเป็นวัยที่ต้องได้รับการพัฒนา ส่วนเด็กโตนั้นควรจะแบ่งเบาภาระของรัฐไปบ้าง เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ออกมาอธิบายต่อสังคมเสียให้ชัดเจน

ตอนที่ 3 การแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร

หากเปรียบเทียบร่างฯฉบับมีชัยกับร่างฯปี 2550 ก็จะพบว่าการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรจะเป็นปัญหาได้ดังนี้
ร่างฯฉบับปี 2550

มาตรา 84 รัฐต้องดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

(8) คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร

ร่างฯฉบับมีชัย

มาตรา 73 รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบ เกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนตํ่า และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทํากิน โดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

จะเห็นได้ว่า การส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุดที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนไม่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย สิ่งที่เน้นในร่างฯนี้เป็นเรื่องของการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ และเรื่องที่ทำกินสำหรับเกษตรกรผู้ยากไร้

จึงมีปัญหาว่าการแทรกแซงราคาไม่ว่าจะเป็นการประกันราคา พยุงราคาหรือการรับจำนำและการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้อาจจะอยู่กับเราไปอีกนาน ในภาวะเศรษฐกิจอย่างปัจจุบัน และการที่ราคาน้ำมันต่ำและมีแนวโน้มจะต่ำไปอีกหลายปี ทำให้นักวิเคราะห์ทั้งหลายพากันคาดการณ์ว่าราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดทั่วโลกอาจจะมีราคาต่ำไปอีก 5-10 ปีทีเดียว การดูแลแก้ปัญหาให้เกษตรกร รวมถึงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรด้วยวิธีต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นหากรัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรได้ การแก้ปัญหาให้เกษตรกรก็จะทำได้อย่างจำกัด

ความจริงแล้วผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่จะกำหนดรายละเอียดเรื่องทั้งหลายทั้งปวงลงในรัฐธรรมนูญเพราะจะแก้ไขปรับปรุงได้ยาก อยากให้เขียนเพียงกว้างๆ แล้วให้เป็นเรื่องของรัฐบาลและรัฐสภาไปกำหนดตามความต้องการของประชาชนจะดีกว่า แต่เมื่อมีการกำหนดในรัฐธรรมนูญแล้วก็ควรจะกำหนดเสียให้ตรงกับสภาพของปัญหาหรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้เกิดปัญหามากขึ้นกว่าเดิม
ที่ผมแสดงความเห็นมานี้ก็ดูจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ทั้งยังมีข้อมูลว่า กรธ.เองก็มีแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนโครงการหรือมาตรการทั้งสามซึ่งเป็นเรื่องที่จะกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศอีกด้วย เมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นปัญหาดังที่เป็นห่วงกันอยู่จริงๆ

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของผมซึ่งแตกต่างจาก กรธ. แต่จะบอกว่าเป็นร่างปลอมหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ได้แน่ครับ ท่านที่อ่านบทความนี้แล้ว จะคิดตัดสินใจอย่างไร ก็สุดแล้วแต่ท่านจะพิจารณาครับ