จิราพรซัด โควิดสะท้อน รธน.-ยุทธศาสตร์ชาติล้าหลัง ย้อนบิ๊กตู่ คง พ.ร.ก.ไว้คุมคนไม่เอา รบ.

จิราพรซัด โควิดสะท้อนชัด รธน.-ยุทธศาสตร์ชาติสุดล้าหลัง ย้อนบิ๊กตู่ คง พ.ร.ก.กลัวตัวเองอลหม่าน เอาไว้คุมการแพร่ระบาดของคนไม่เอา รบ.

เมื่อเวลา 15.15 น.วันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระด่วน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า ฝ่ายค้านไม่ได้เตะถ่วงเวลา ขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเพื่อช่วยประชาชน แต่พวกเราจำเป็นต้องแสดงความกังวลต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะแม้ว่าจะเห็นตรงกันว่างบประมาณเพื่อเยียวยาประชาชน 5.5 แสนล้านบาท เป็นความเร่งด่วน ไม่สามารถรอขั้นตอนตามงบประมาณปกติได้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมการเยียวยาประชาชนถึงล่าช้า ไม่เร่งด่วนสมกับเป็น พ.ร.ก.เลย เงิน 5.5 แสนล้านบาท ถือว่าเยอะ แต่เงื่อนไขการเข้าถึงเงินกลับเยอะกว่า เยอะจนประชาชนต้องต่อสู้เพื่อให้เข้าถึงเงินก้อนนี้ ทำไมตอนที่รัฐบาลแจกเงินชิมช้อปใช้ให้คนไปเที่ยว ไปช้อปปิ้งถึงง่าย แค่บัตรประชาชนบัตรเดียวก็เข้าถึงได้แล้ว วิกฤตนี้สาหัสรัฐบาลกลับตั้งเงื่อนไขในการพิสูจน์ความจน ความเดือดร้อน จนประชาชนด่ารัฐบาลได้ขนาดนี้

“การแจกเงินถือว่าง่ายที่สุด แต่รัฐบาลยังทำไม่ดี แล้วจะเอาอะไรมาเชื่อมั่นว่ามาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการสร้างงานให้กับประชาชน การใช้เงินต้องชัดเจน แม่นยำ แต่จากการศึกษาบัญชีท้ายกลับเป็นการวางกรอบกว้างๆ มีเอกสารไม่กี่หน้า มีแต่ชื่อโครงการ แต่ไม่มีคำอธิบายให้สภา สะท้อนว่ารัฐบาลกู้มาก่อน แล้วค่อยคิดแผนงานทีหลัง ทั้งๆ ที่วันนี้ พ.ร.ก.ประกาศใช้มากว่า 1 เดือนแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังไม่พร้อมประกาศแผนงานต่อที่สภาเลย โดยเฉพาะโครงการต่างๆ เพิ่มเติมจากเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่เห็นว่า สามารถจัดไว้ในระบบงบประมาณปกติได้ โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.ที่ไร้การตรวจสอบจากสภาเพิ่มเลย เพราะตาม พ.ร.ก.ระบุให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินต้องรายงานต่อ ครม.ทุก 3 เดือน แต่ให้รายงานต่อสภาปีละ 1 ครั้งนั้น สรุปแล้วเงินนี้เป็นของประชาชนหรือ ครม.กันแน่” น.ส.จิราพรกล่าว

น.ส.จิราพรกล่าวว่า การกู้เงินแบบไม่มียุทธศาสตร์รองรับวิกฤตครั้งนี้ เป็นความล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น เป็น “งบเบี้ยหัวแตก แจกทุกกระทรวง” เพราะให้ทุกหน่วยงานเสนอโครงการผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่นายกฯเป็นคนตั้ง ถือเป็นการตีเช็คเปล่า แบ่งเค้กงบประมาณกันเองหรือไม่ ตนอยากถามว่า งบก้อนนี้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน หรือแก้ปัญหาภายในของรัฐบาลเองหรือไม่ เงินก้อนนี้เป็นการผลักดันเงินลงสู่ชุมชน โดยไม่ใช่ชุมชนคนกันเองไว้ใช้หาเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคใช่หรือไม่ ที่ผ่านมาตนคิดว่า การฟื้นเศรษฐกิจจะไม่สามารถทำได้เลยถ้าไม่มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งนายกฯชี้แจงว่า มีไว้เพื่อป้องกันความอลหม่าน แต่ตนคิดว่าเป็นความอลหม่านของ พล.อ.ประยุทธ์เองมากกว่า ตนไม่แน่ใจสถานการณ์ฉุกเฉินคุมโรคได้หรือไม่ แต่สามารถควบคุม น.ศ.ที่ออกมาเคลื่อนไหวในวันครบ 6 ปี รัฐประหารได้เรียบร้อยแล้ว เป็น พ.ร.ก.คุมวัยรุ่น ควบคุมการแพร่ระบาดของคนที่ไม่เอารัฐบาล

ถ้ารัฐบาลยังดึงดันคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่ต่างอะไรกับการที่งูกัด แต่กลับเอาเชือกมารัดที่คอแทนการรัดขา คนจึงไม่ได้ตายเพราะพิษงู แต่ตายเพราะเชือดรัดคอ ดังนั้น ต้องยกเลิกเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ให้เงินกู้ทำงานอย่างเต็มที่” น.ส.จิราพรกล่าว และว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อนว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถือว่า ล้าสมัย ไม่สอดรับต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่สำคัญ ถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ 2560 จะไม่สามารถพาประเทศพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้เลย แต่การกู้เงินก้อนนี้รัฐบาลจงใจใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน บีบรัฐสภาทางอ้อมให้ยอมรับ พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งถ้าไม่ให้ผ่าน เราก็นึกถึงประชาชนที่รอใช้เงินอยู่ แต่ถ้าหากให้ผ่านไปง่ายๆ ก็นึกถึงภาระหนี้สินที่ประชาชนต้องคอยแบกรับที่ต้องใช้หนี้ไม่ต่ำกว่า 80 ปี จึงขอให้รัฐบาลพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสของประเทศ ไม่ใช่โอกาสของรัฐบาลที่จะสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง ให้กับตัวเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ราชกิจจาฯ ประกาศพรรคการเมือง สิ้นสภาพ
บทความถัดไปเจ้าอาวาสยันตั้งแต่บวชไม่เคยดื่มสุรา หลังถูกผู้กองปลอมขู่จับ ฝากบอก อย่าใส่ร้ายคนอื่น