หน้าแรก การเมือง คดี 99 ศพมีผล...

คดี 99 ศพมีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย : โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

1.06.20 | 11:45 น.

คดี 99 ศพ มีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คนไทยส่วนใหญ่คงจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2553 คือเมื่อประมาณ 10 ปีล่วงมาแล้ว ในกรณีที่ผู้มีอำนาจบริหารประเทศขณะนั้นมีคำสั่งสลายการชุมนุมของ นปช. (คนเสื้อแดง) หรือขอคืนพื้นที่โดยใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธที่ใช้ราชการสงคราม และผลแห่งการนี้มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ในวันที่ 10 เมษายน 2553 มีผู้เสียชีวิต จำนวน 26 ราย เป็นผู้ชุมนุม 21 ราย เจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 5 ราย แต่นายกรัฐมนตรีขณะนั้นและรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ.ได้ทราบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็หาได้มีคำสั่งให้ระงับหรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ และต่อมาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 ก็ยังมีการใช้กำลังทหารกับผู้ชุมนุมตามคำสั่งของบุคคลทั้งสอง และมีผู้ถึงแก่ความตายตามคำสั่งดังกล่าวตลอดมา ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 สมาชิกวุฒิสภาจึงอาสาเป็นตัวแทนหาข้อตกลงเพื่อมิให้มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ผู้ร่วมชุมนุมยอมเจรจาและยอมรับข้อเสนอของวุฒิสมาชิกมีการตกลงเงื่อนไขที่จะยุติการชุมนุม แต่ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 03.00 น. นายกรัฐมนตรีขณะนั้นสั่งการให้ ศอฉ.ดำเนินการขอคืนพื้นที่รอบสวนลุมพินี ราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง โดยยินยอมให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนและกระสุนจริง เป็นเหตุให้ผู้ร่วมชุมนุมถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก

ความสูญเสียดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการชำระสะสางให้กระจ่างเพื่อวางแนวบรรทัดฐานในการที่ผู้บริหารประเทศจะมีคำสั่งในการดำเนินการสลายการชุมนุม ซึ่งอาจจะมีขึ้นในอนาคตและตราบใดที่ยังไม่มีการกระทำได้แจ้งชัดความปรองดองก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย ความเคลือบแคลงที่ยังอยู่ในหัวใจของคนไทยส่วนใหญ่น่าจะมีสาระสำคัญในข้อต่อไปนี้

1.คำสั่งของผู้บริหารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือ

ก.ผู้ร่วมชุมนุมและผู้แทนวุฒิสภามีการตกลงตามเงื่อนไขว่าจะยุติการชุมนุมโดยผู้บริหารที่มีคำสั่งรับรู้เรื่องนี้แล้วเหตุใดจึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารดำเนินการสลายชุมนุม

Advertisement

ข.เวลาที่ทำการสลายชุมนุมเป็นยามวิกาล (03.00 น.) แสดงเจตนาพิเศษ คือความตายของผู้ร่วมชุมนุม ของผู้มีคำสั่งและผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง (เจ้าหน้าที่ทหาร) หรือไม่ ขอให้พิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2491 ประกอบการพิจารณาดังนี้ “นายตำรวจผู้บังคับบัญชาสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาให้จับผู้ร้ายว่า ถ้าจับเป็นไม่ได้ก็ให้จับตาย คำสั่งดังกล่าวนี้ผู้กระทำตามคำสั่งควรรู้ว่า คำสั่งให้ฆ่าหรือจับตายผู้อื่นแม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนร้ายก็มิอาจกระทำได้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหามิได้ต่อสู้”Ž คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วางหลักว่าคำสั่งนายตำรวจผู้บังคับบัญชาไม่ชอบเนื่องจากการจับกุมผู้กระทำความผิดที่เขาไม่ได้ต่อสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจับกุมแล้วสอบสวนเพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้พิพากษาโทษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ (ทหาร) ไม่มีอำนาจในการสั่งลงโทษเอง คำสั่งให้จับตายจึงเป็นคำสั่งผิดกฎหมาย และผู้ปฏิบัติตาม (ตำรวจหรือทหาร) ก็มีความผิดเพราะควรรู้ว่าผู้ออกคำสั่งไม่มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด

ค.อาวุธที่ใช้ในการสลายการชุมนุม คืออาวุธที่ใช้ในราชการสงครามซึ่งมิใช่เป็นแผนการสลายการชุมนุมที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักสากล ตัวอย่าง เช่น การชุมนุมของพันธมิตร (เสื้อเหลือง) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นใช้แผนกรกฎ 48 คือต้องเริ่มต้นประกาศให้ผู้ชุมนุมถอย ถ้ายังไม่ปฏิบัติตามก็ต้องใช้น้ำฉีด ถ้ายังไม่ถอยอีกจึงใช้กระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา ในการสลายการชุมนุมของพันธมิตร เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการใช้อาวุธเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย (ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีแดงที่ อม.อธ.2/2561 ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลตำรวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157)

2.สาเหตุที่ผู้บริหารประเทศอ้างว่าจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนที่ใช้ในราชการสงครามมีหรือไม่ ขอให้พิจารณาข้ออ้างดังนี้

ก.ผู้ร่วมชุมนุมมีอาวุธและใช้อาวุธ กรณีนี้จำเป็นต้องอ้างคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพของ นายสุวัน ศรีรักษา, นายอัฐชัย ชุมจันทร์, นายมงคล เข็มทอง, น.ส.กมนเกด อัคฮาด, นายรพ สุขสถิตย์, นายอัครเดช ขันแก้ว ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยศาลวินิจฉัยว่า “สำหรับประเด็นการตรวจคราบเขม่าดินปืนบนนิ้วมือผู้ตายเห็นว่า ผลตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าไปตรวจสอบคราบเขม่าดินปืนของผู้ตาย 6 ศพเป็นหน่วยงานแรก การตรวจได้บันทึกและแสดงวิธีจัดเก็บตัวอย่างละเอียด ผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า พฐ. เชื่อว่ามือทั้งสองข้างของผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพ ไม่มีคราบเขม่าดินปืนและไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนŽ”

ข.ที่อ้างว่ามีชายชุดดำอยู่ในที่ชุมนุมศาลมีคำวินิจฉัยว่า “ส่วนประเด็นที่อ้างว่ามีชายชุดดำในที่เกิดเหตุข้อนี้เห็นว่า ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 เบิกความว่าเห็นชาย 2 คนที่ตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้ปืนยิงมานั้น เห็นว่าขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางวันมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่มีภาพชาย
ชุดดำแม้แต่ภาพเดียว และไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงต่อสู้ คำเบิกความมีพิรุธน่าสงสัย ประกอบกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการอยู่ใกล้กันยังเบิกความว่าไม่พบใครอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงไม่ได้ใช้ปืนยิง ถ้ามีชายชุดดำยืนอยู่จริงคงไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทหารต่อสู้เพียงลำพังถึง 40 นาที คงต้องเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนอีกทั้งทหารที่ประจำการอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอส เบิกความยอมรับว่ามาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีชายชุดดำในวัดปทุมวนาราม จึงไม่ได้ใช้ปืนยิงต่อสู้ แสดงว่าพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐให้การขัดแย้งกันเอง
จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือŽ”

หากจะมีผู้โต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลข้างต้นกล่าวถึงเฉพาะเหตุการณ์ในวัดปทุมวนาราม ในส่วนอื่นในการชุมนุมอาจจะมีผู้ใช้อาวุธหรือมีชายชุดดำอยู่ด้วย กรณีนี้คำตอบก็คือควรจะยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพเสียทุกคดีที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามยิงใส่ประชาชนทำให้ผู้ถูกยิงถึงแก่ความตาย จะได้มีคำตอบที่หนักแน่นมั่นคง ปราศจากข้อสงสัยใดๆ และจากการไต่สวนของศาลดังกล่าวยังทำให้คนไทยได้ทราบแน่ถึงสาเหตุการตายและผู้ทำให้ตาย โดยศาลวินิจฉัยว่า “ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ตายที่ 1 และ 3-6 ถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนโดยความเร็วสูง .233 หรือ 5.56 มม. จากเจ้าพนักงานซึ่งเป็นทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ที่ประจำการอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอส และผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงขนาด .233 หรือ 5.56 มม. จากเจ้าพนักงานซึ่งเป็นทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ที่ประจำการอยู่บนถนนพระรามที่ 1”Ž การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีบทบัญญัติให้มีการยื่นคำร้องให้ศาลได้ไต่สวนชันสูตรพลิกศพก็เพื่อจะได้ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร ใครเป็นผู้ทำให้ตาย และตายด้วยสาเหตุใดนั่นเอง

ค.หากมีการยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้ตายรายอื่นๆ ที่อาจพบมีรอยเขม่าดินปืนอยู่ที่มือผู้ตาย ในกรณีมีคนมีสงสัยว่าผู้ชุมนุมบางส่วนอาจมีอาวุธติดตัวเข้าไปในที่ชุมนุม ผู้สั่งการและปฏิบัติตามคำสั่งสลายการชุมนุมจะใช้อาวุธในการทำร้ายบุคคลเหล่านั้นได้หรือไม่ ลองพิจารณาคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีแดงที่ 2521/2553 (คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว) ระหว่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ โจทก์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก จำเลย มีใจความสำคัญว่า

“หากจำเลยทั้งสองกระทำการใดๆ ในการขอพื้นที่คืนหรือสลายการชุมนุมของผู้ร่วมชุมนุมต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็น คำนึงถึงความเหมาะสมและมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชนทั้งตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 มาตรา 17 ยกเว้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ต้องกระทำการโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็นŽ” และตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองรัฐบาลหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตระหนักว่าการใช้กำลังและอาวุธ (Force and Firearms) ควรเป็นไปอย่างจำกัด โดยวางหลักว่าถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง (Unlawful But non Violent) เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้กำลังได้ให้ใช้เพียงเท่าที่จำเป็น ถ้าเป็นการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความรุนแรง (Violent Assemblies) เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อาวุธได้ หากไม่สามารถใช้มาตรการอื่นที่อันตรายน้อยกว่านั้นได้

เมื่อสรุปหลักกฎหมาย เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทั้งประกาศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำวินิจฉัยของศาลรวมทั้งหลักสากลในการสลายการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิทางการเมือง พอจะชี้ได้ว่าไม่มีกฎหมายฉบับใดในประเทศไทย หรือหลักการสากลรวมทั้งกฎหมายของบางประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี ที่บัญญัติให้ผู้มีคำสั่งสลายการชุมนุมและผู้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว พกพาอาวุธติดตัวเข้าไปในที่ชุมนุม โดยเฉพาะอาวุธที่ใช้ในราชการสงคราม น่าจะเป็นการเกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีจำเป็นเพราะผู้ถึงแก่ความตายไม่มีอาวุธ

กรณีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาลเพื่อหาบุคคลผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบการกระทำที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมีการดำเนินการเพื่อนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ก็มีข้อขัดข้องเกี่ยวกับอำนาจศาล กล่าวคือเมื่อพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฐานร่วมกันก่อหรือใช้ผู้อื่นกระทำการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 84 ที่ศาลอาญา ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า “จำเลยทั้งสองกระทำการตามมาตรา 157 มิได้กระทำการตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 84 ตามที่โจทก์ฟ้องคดีจึงอยู่ในอำนาจการไต่สวนของกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยดังเหตุผลที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท และความผิดตามมาตรา 288, 80, 83, 84 ไม่อยู่ในอำนาจไต่สวนของ ป.ป.ช. โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลอาญาได้ คดีนี้โจทก์อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่คำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่า และให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับพิจารณาพิพากษาคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบทและบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้รับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานเป็นผู้ก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดข้อหาฆ่าคนตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83, 84 ไว้ด้วย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 250(2) และ 275 วรรคหนึ่งซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19(2) 66 วรรคหนึ่ง 70 กับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตรา 9(1) 10, 11, และ 24 ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุŽ”

ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาข้างต้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288-4289/2560) มีหมายความว่าศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพราะศาลฎีกายกฟ้องเฉพาะข้อกฎหมายว่าฟ้องผิดศาลต้องไปฟ้องศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตรา 24 ซึ่งบัญญัติว่า ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาล ให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นไว้ด้วยŽ”

ปัญหาที่จะต้องนำมาพิจารณาในกรณีนี้ยังมีอยู่ก็คือ ก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตกไป เป็นผลให้ไม่มีข้อหาของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ดังนั้น ข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 83, 84 ไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลไปด้วย เพราะการกระทำตามบทกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาได้ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ตกไปเสียแล้ว ครั้นญาติของผู้ตายไปยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารผู้ใช้อาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามยิงเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมอันเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากซึ่งคดีนี้ต้องฟ้องที่ศาลทหาร อัยการศาลทหารก็มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ไปแล้วเพราะตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2515 มีคำวินิจฉัยเป็นแนวบรรทัดฐานไว้ว่าคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประจำการเป็นจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่มืดมนในการที่จะหยิบยื่นความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตตลอดจนบิดามารดาและบุตรของบุคคลเหล่านั้นซึ่งรอคอยมาเป็นเวลาถึง 10 ปีเศษ ก็ยังพอมีแสงสว่างอยู่ จึงควรกลับมาพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทนั้นเกิดขึ้นในขณะรัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้บังคับอยู่และได้อ้างบทบัญญัติของมาตรา 275 ไว้ จึงเห็นว่ายังพอมีหนทางที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยใช้วิธีการตามคำพิพากษาฉบับนี้ โดยอาศัยมาตรา 275 วรรค 4, 5 คือ ผู้เสียหายจากการกระทำควรยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา 276 เพราะคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูลความผิดและการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และเมื่อผู้ไต่สวนอิสระได้ดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทำความเห็นแล้ว ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล ผู้ไต่สวนจะส่งสำนวนและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป (มาตรา 276 วรรคสาม)

คดีนี้เป็นคดีสำคัญซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร (อดีตนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งขอคืนพื้นที่นำมาซึ่งการปฏิบัติการใช้อาวุธที่ใช้ในราชการสงครามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร (ตามคำวินิจฉัยของศาลคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ นายพัน คำกอง และ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม) ตลอดจนฝ่ายตุลาการ หากมิได้มีคำวินิจฉัยของศาลให้แจ้งชัดแล้ว ก็อย่าหวังเลยว่าการปฏิรูปประเทศและกระบวนการปรองดองตามนโยบายของรัฐบาลจะสำเร็จ ยิ่งกว่านั้นหากศาลได้มีคำพิพากษาออกมาก็จะเป็นแนวบรรทัดฐานของผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหลายต่อไป

หากผู้มีคำสั่งและผู้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้องไม่ว่าท่านจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าท่านมีคุณต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทั้งยังจะเป็นการอนุเคราะห์แก่ดวงวิญญาณทั้ง 99 ศพ ให้ไปสู่สุคติ จะเป็นผลทำให้ท่านผู้กระทำการทั้งหลายตลอดจนครอบครัวไม่มีบาปติดตัวไปทั้งภพนี้และภพหน้า

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และกรรมการ ป.ป.ช.
อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์