รายงานหน้า 2 : ‘ยุทธพร อิสรชัย’ตัดเกรด ถก‘3พรก.’1.9ล้านล้านบาท หนุนตั้งกมธ.ตรวจใช้เงิน

2.06.20 | 11:09 น.
รายงานหน้า 2 : ‘ยุทธพร อิสรชัย’วิพากษ์ สภาถก‘3พรก.’กร่อย หนุนตั้งกมธ.ตรวจใช้เงิน

รายงานหน้า 2 : ‘ยุทธพร อิสรชัย’ตัดเกรด ถก‘3พรก.’1.9ล้านล้านบาท หนุนตั้งกมธ.ตรวจใช้เงิน

หมายเหตุ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นกรณีประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาและมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว

การประชุมสภารอบนี้บรรยากาศดูเงียบ ไม่ค่อยหวือหวา อาจเป็นเพราะเรื่องอภิปรายที่เป็นเชิงเทคนิคค่อนข้างสูง เป็นเรื่องของการกู้เงิน และตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งประชาชนอาจจะเข้าถึงยาก อีกทั้งสภาเองก็มีวิถีใหม่ ใน 2 ส่วน ทั้ง 1.ทางกายภาพ ที่จะเห็นการให้ ส.ส.นั่งเว้นระยะ มีฉากกั้น และประชุมให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาเคอร์ฟิว ทำให้ช่วงระยะเวลาที่คนจะได้ติดตามลดลงตามกรอบที่ต้องปิดประชุมเร็วขึ้น

2.ทางความคิด กล่าวคือ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ไม่ได้มีการอภิปรายในลักษณะเสียดสี แต่อภิปรายเนื้อหาทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ไม่เห็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล หรือการประท้วงเกิดขึ้น จึงทำให้ความหวือหวาของสภาลดลง การอภิปรายดูไม่ค่อยมีสีสันนัก

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัย 3 ส่วนที่ทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ผ่านอย่างแน่นอน คือ

Advertisement

1.ปัจจัยทางการเมือง ที่ฝ่ายค้านอ่อนแรงลงไปมาก ทั้งในเชิงคุณภาพ สะท้อนผ่านการที่ไม่เห็นดาวสภาในการอภิปราย ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่เมื่อถูกยุบพรรค แกนนำถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนพรรคก้าวไกลหลายคนก็อยากเห็นหัวหน้าพรรคที่ทำงานด้านเศรษฐกิจได้อภิปราย ก็ปรากฏว่าป่วยกะทันหัน

ส่วนเชิงปริมาณ ฝ่ายค้านอ่อนแรงเนื่องจากไม่มีภาวะเสียงปริ่มน้ำเหมือนก่อนหน้านี้ การลงคะแนนแล้วเกิดการพลิกผันจึงเกิดขึ้นได้ยาก ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลแม้จะมีการต่อรองภายในพรรคแกนหลักและพรรคร่วม แต่ก็ยังไม่ถึงจุดแตกหักที่จะทำให้เกิดการพลิกผันในการลงคะแนนได้

สรุปแล้ว ปัจจัยการเมืองในสภาค่อนข้างนิ่ง ส่วนนอกสภาแฟลชม็อบยังจุดกระแสไม่ติด ยังคงนิ่งเช่นเดียวกัน ด้วยสภาพแวดล้อมทางการเมืองเช่นนี้จึงส่งผลให้กฎหมายมีโอกาสผ่านสูง

2.ปัจจัยทางกฎหมาย มี 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ พ.ร.ก. คือ มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องความมั่นคง และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่ง ส.ส.ในสภาทำได้เพียงลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น ไม่สามารถแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมได้ และมาตรา 173 เป็นเรื่องการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาออก พ.ร.ก. ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่พิจารณาให้ตก เงื่อนไขทางกฎหมายจึงนิ่งเช่นกัน

3.ปัจจัยทางเศรษฐกิจ วันนี้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนและต้องการการเยียวยา ภาคธุรกิจก็ได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน การผลิตภาคส่วนต่างๆ กระทบเป็นโดมิโน เศรษฐกิจโลกก็มีปัญหา 1-10 ประเทศที่มีการระบาด นับเป็นเศรษฐกิจขนาด 2 ใน 5 ของโลก จึงยากที่จะรอการท่องเที่ยว หรือการลงทุนจากต่างประเทศ สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือการเยียวยาประชาชน ช่วยเหลือภาคธุรกิจทั้งรายย่อยและขนาดกลาง

เหล่านี้ สะท้อนผ่านเสียงของฝ่ายค้านที่งดออกเสียงในกฎหมาย 2 ฉบับแรกที่ว่าด้วยเรื่องของ 1.พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาเรื่องโควิด และ 2.พ.ร.ก.ที่ว่าด้วยการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทำให้เห็นภาพว่า ฝ่ายค้านยังคำนึงว่าการช่วยเหลือประชาชนเป็นเรื่องสำคัญจึงใช้วิธีงดออกเสียง เว้นแต่กฎหมายตราสารหนี้ ที่ฝ่ายค้านให้ความเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จึงลงมติไม่เห็นชอบ

หากจะให้คะแนน ฝ่ายรัฐบาลก็ให้ 5 คะแนน เต็ม 10 เพราะยังไม่ได้ชี้แจงหลายประเด็นที่เป็นข้อสงสัย เช่น กลไกการตรวจสอบการกู้เงินตามกฎหมายซึ่งดูเหมือนว่าจะมีกลไกราชการมากำกับอยู่ว่าจะมีแนวทางป้องกันการทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มอย่างไร ขณะที่ฝ่ายค้านทำการบ้านมาดีพอควร แม้จะเป็นประเด็นเทคนิคเศรษฐศาสตร์มหภาค และข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ต้องเร่งรีบ จึงให้ 7 คะแนน

อย่างไรก็ดี การตรวจสอบควรจะเข้มข้นกว่านี้ เพราะยังพบปัญหาหลายส่วน เช่น 1.การใช้วิธีคิดเรื่องการคลังที่มีลักษณะอนุรักษนิยมอยู่ และมีวิธีคิดที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชนนัก 2.กลไกความเป็นรัฐราชการเข้ามาควบคุมกำกับกฎหมาย 3 ฉบับ โดยกรรมการทั้ง 4 ชุด ที่มาจากเทคโนแครต และข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ 3.เมื่อเชื่อมโยงน้อย การตรวจสอบจึงไม่เข้มข้น สภาอยู่เพียงปลายทางที่คอยรับทราบผลการดำเนินงานเท่านั้น

ดังนั้น แนวคิดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบที่ฝ่ายค้านเสนอจึงน่าสนใจ เพื่อให้ตัวแทนประชาชนภาคส่วนต่างๆ นอกสภาสามารถเข้าไปนั่งตรวจสอบ พร้อมกับกรรมาธิการจากรัฐบาลและฝ่ายค้าน จึงจะครบถ้วนกระบวนการตรวจสอบ