‘เพื่อไทย’ ดักคอนายกฯ ถ้าจริงใจอย่างที่พูด ต้องเปิดช่องให้มีการตรวจสอบ พร้อมเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เปิดช่องแก้ พ.ร.ก.กู้เงิน
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 2 มิถุนายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรค พท. และนายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาตร์ ร่วมกันแถลง
โดยคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้ต้องละความเห็นแก่ตัวลง เพราะไม่ใช่เรื่องที่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลและพรรคการเมือง แต่เป็นประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น ถ้าท่านมีความจริงใจ ท่านต้องรับฟัง สิ่งที่พรรค พท.กังวลและคิดว่าหายนะทางเศรษฐกิจจะมาถึง ที่นายกฯบอกว่าไม่เก่งเศรษฐกิจ แต่มีความจริงใจ เรื่องว่าไม่เก่งเศรษฐกิจ เราเห็นด้วย ตลอดเวลาที่มีนายกฯชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ แต่ที่บอกว่ามีความจริงใจ เราก็ไม่เห็นความจริงใจของนายกฯ จากการเสนอ พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับคือ ในการพิจารณา พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับนั้น พรรค พท.เราเน้นว่าเราเห็นด้วยว่าต้องทำ แต่สิ่งที่เราติติงคือเราดูรายละเอียดแล้วไม่เห็นรายละเอียดใดๆ เลยที่เห็นว่าจะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ และเราไม่เห็นการดำเนินการใดๆ เลยที่จะแก้ไขสถานการณ์โควิดอย่างมีประสิทธิภาพ ตนจึงบอกว่าเงินจำนวนนี้คือน้ำมันถังสุดท้ายแล้วในการติดเครื่องยนต์ประเทศไทย แต่วันนี้คนที่ไม่ตายไม่ได้ถูกเยียวยา แต่คนที่ตายไปแล้วกลับได้รับการเยียวยา ทุกอย่างสับสนอลหม่านไปหมด วันนี้คุณมองโลกข้างหน้ายังไม่ออกเลย จะใช้เงิน 55,000 ล้านบาท ในการอบรมให้เกษตรกร แทนที่จะแจกเป็นคูปอง อบรมเพื่อเป็นเจ้านายโรบอต แล้วค้าขายออนไลน์ได้ ไม่ใช่อบรมแล้วให้กลับไปสู่ภาคเกษตรแบบเดิม จากทั้งหมดนี้เราจึงเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ให้มีการตรวจสอบได้ ให้มีการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ และให้มีการรายงานการใช้เงินทุก 3 เดือน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่ามีความจริงใจ ก็ช่วยพิสูจน์ความจริงใจในการสนับสนุนข้อเรียกร้องของฝ่ายค้านทั้ง 3 ข้อ เพื่อให้การใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่รั่วไหล ถ้าเงินก้อนนี้ไม่สามารถรีสตาร์ตประเทศไทยใน 3 เดือนนี้ได้ คนไทยจะลำบากมาก ทั้งนี้ นี่คือข้อแนะนำด้วยความจริงใจให้รัฐบาลด้วย
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า สำหรับกรณี พ.ร.ก.ถ่ายโอนงบประมาณที่เราจะมีการอภิปรายในอาทิตย์นี้นั้น พรรค พท.เคยเสนอตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้วว่า เราควรปรับลดงบประมาณปี’64 ซึ่งถ้าเป็นพ่อบ้านที่ดีและชาญฉลาดควรใช้เงินเก็บที่มีซ่อมบ้านก่อน แล้วไปกู้เงิน แต่รัฐบาลนี้กลับทำตรงกันข้าม คือเสนอ พ.ร.ก.กู้เงินก่อนแล้วค่อยถ่ายโอนงบประมาณ ซึ่งนี่คือความไม่จริงใจที่เห็นอย่างชัดเจน และการตัดงบก็เป็นการตัดแบบขอไปที คือไม่ได้ตัดงบทหารออกไปเลย แต่ชะลอการจ่ายเงินไว้ เช่น จะจ่าย 4,000 ล้านบาท ก็จ่าย 400 ล้านบาทก่อน แล้วไปจ่ายในปีต่อไป และตัดน้อยมาก เราเสนอตัด 10-15% ซึ่งถ้าเป็นพรรค พท.เราสามารถตัดได้ และจะตัดก่อนกู้ด้วย นอกจากนี้ เราข้องใจว่าเหตุใดจึงตัดเงินไปกองไว้ที่งบกลาง ให้อำนาจนายกฯในการใช้จ่ายเงินได้ตามใจ หากจริงใจเหตุใดจึงไม่ตัดคืนสู่ระบบสาธารณสุขให้เข้มแข็ง หรือตัดไปช่วยเซ็กเตอร์ใดเซ็กเตอร์หนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูเรื่องโควิด แต่กลับตัดเข้างบกลาง ให้เป็นอำนาจนายกฯคนเดียว ซึ่งพรรค พท.เราไม่ไว้ใจนายกฯคนนี้ และนายกฯก็ไม่ได้จริงใจ ดังนั้น ท่านต้องเอางบกลาง 5 แสนกว่าล้านบาท ที่เป็นก้อนเดิมไปทำอะไรบ้าง แล้วเมื่อเงินหมดแล้วจะตัดงบที่อ้างว่าตัดเพื่อโควิดไปใส่มือนายกฯอีก เราจึงต้องอภิปรายเพราะเราไม่ไว้ใจให้คนที่ไม่เก่งเศรษฐกิจและไม่จริงใจ และไร้ประสิทธิภาพทำงานต่อไป ดังนั้น ถ้าจริงใจจริงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตรวจสอบ
ด้านนายโภคินกล่าวว่า การเปิดกิจการของรัฐบาลทำเป็นช่วงๆ การทำมาหากินของประชาชนจึงไม่ได้ต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนเสียสละ เสียเสรีภาพ ตกงาน และยังไม่มีความมั่นใจอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ซึ่งการใช้เงิน 1.9 ล้านล้าน ไม่มีความชัดเจน เพราะการตรวจสอบทำได้ยาก ดังนั้น หากการใช้เงินทำไม่สำเร็จคนที่จะต้องรับผิดชอบคือ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากนี้ การใช้งบประมาณในส่วนนี้อาจจะมีการหาประโยชน์ทางการเมือง ใช้เงินเอื้อพวกพ้องในรูปแบบต่างๆ เช่น ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง การตั้งราคาเกินจริง ซึ่งอาจจะมีความไม่ชอบมาพากล จึงต้องดูกันให้ดีๆ ทั้งนี้ เงินกู้และงบประมาณปี’63-64 เราจึงเสนอตั้ง กมธ.ขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงินกู้ และเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานการดำเนินการการใช้เงินต่อสภาทุก 3 เดือน รวมถึงให้ข้อมูลตัวเลขการใช้เงิน เช่น การซื้อหุ้นกู้ ทุก 15 วัน หรือ 1 เดือน ซึ่งเราจะยอมให้เงินกู้ถูกปู้ยี้ปู้ยำ นอกจากนี้เรามีการผลักดันกฎหมายสภาเอสเอ็มอี และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในเดือนมิถุนายน ซึ่งอยากให้มีการพิจารณา 3 วาระรวด
โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการนิยามเอสเอ็มอีไว้ชัดเจน เพื่อให้มีการรวมตัว สร้างมาตรฐานร่วมกัน เข้าถึงสินเชื่อ และมีความต้องการแบบไหน นายโภคินกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินอยู่ระหว่างการยกร่าง ซึ่งเราเห็นว่าคณะกรรมการกลั่นกรองควรมีคนจากสภาเข้ามาร่วมด้วย เช่น มีตัวแทนจากรัฐบาล ฝ่ายค้าน เข้าไปสังเกตการณ์รับรู้รับทราบกระบวนการทำงาน และต้องรายงานทุก 3 เดือน รวมถึงใน ส.ส. 1 ใน 5 สามารถเข้าชื่อกันขอข้อมูลจากรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ โดยส่งเรื่องผ่านประธานสภา และต้องให้ข้อมูลภายใน 7 วัน เพื่อให้ฝ่ายค้านได้ร่วมตรวจสอบ ส่วนที่จะให้องค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบได้นั้น ต้องเป็นกรณีร้องเรียน กว่าจะรับเรื่อง ตั้งอนุกรรมการตรวจสอบ เงินก็หมดประเทศแล้ว ซึ่งเงินนี้เป็นก้อนสำคัญ ถ้าผิดพลาดก็จะไปทั้งประเทศ ถ้าจริงใจใช้เงินอย่างสุจริต ก็ไม่ควรที่จะกลัวการตรวจสอบ

