สถานีคิดเลขที่ 12 : กระแสโลก : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

5.06.20 | 14:05 น.

กระแสโลก

ความที่สหรัฐเป็นประเทศใหญ่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็มีเครือข่ายในการเสนอข่าวกว้างขวาง ทำให้เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นที่รับรู้ไปทั่วทุกมุมโลก แถมเป็นเรื่องที่มีผลสะเทือนต่ออารมณ์ความรู้สึก ก็เลยเกิดกระแสร่วมต่อสู้ด้วยแผ่กระจายไปทั่ว

ชื่อ จอร์จ ฟลอยด์ และเสียงร่ำร้อง “ผมหายใจไม่ออกŽ” รวมทั้งภาพนาทีตำรวจ
ผิวขาวเอาเข่ากดคอ กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายในแทบทุกประเทศ

สำหรับไทยเรา ในโลกโซเชียล ในหมู่คนดัง ศิลปินดารา ได้เกิดกระแสร่วมทวง
ความยุติธรรมให้กับชาวอเมริกันผิวสีด้วย

แน่นอนว่า ประเด็นการกดขี่ข่มเหงทางเชื้อชาติ สีผิว เป็นหลักการที่ทุกคนพร้อม
จะร่วมต่อต้าน เป็นประเด็นร่วมของมวลมนุษย์

Advertisement

แต่ก็นำมาสู่ข้อถกเถียงกันไม่น้อยในบ้านเรา ว่าในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยตกอยู่ในความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง

เราเกิดปัญหาที่ไม่ต่างจากกรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐขณะนี้ มากมายหลายเหตุการณ์

แต่หลักมนุษยธรรม ความเห็นอกเห็นใจในระหว่างผู้คนด้วยกัน และการไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือรัฐบาลกระทำรุนแรงต่อประชาชน

เรื่องแบบนี้ ไม่เกิดกระแสร่วมกันต่อสู้ในหมู่ประชาชนคนไทยด้วยกัน

เมื่อเทียบกับกรณี จอร์จ ฟลอยด์ อาจจะบอกได้ว่า ถ้าเราถอดอคติทางการเมืองออกไปได้ เราจะเริ่มมองเห็นหลักการที่ถูกต้องมากขึ้น

เราจะเริ่มพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดความเป็นประชาชนที่ต้องเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าจะไปร่วมเชียร์รัฐหรือผู้มีอำนาจ ในการปราบปรามประชาชนอีกฝ่ายที่เราร่วมเกลียดชัง

มีการหยิบยกเหตุการณ์ 99 ศพขึ้นมาเปรียบเทียบกันมาก

เพราะเป็นการปราบปรามประชาชนนองเลือดหนล่าสุด เมื่อปี 2553 และมีจำนวนคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มากกว่า 14 ตุลาคม 2516 มากกว่า 6 ตุลาคม 2519 มากกว่าพฤษภาคม 2535

ทั้งเป็นเหตุการณ์ที่มีพยานหลักฐานมากมายที่สุด มีผลไต่สวนชันสูตรศพที่ศาลชี้ไว้แล้วด้วยว่า ตายด้วยปืนเจ้าหน้าที่ 17 ศพ แต่กลับไม่สามารถนำคดีขึ้นสู่กระบวนการสืบพยานหลักฐานในศาลอาญาได้

ขณะที่เหตุการณ์ในสหรัฐ คนตายด้วยการกระทำรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ แถมไม่ได้โจ่งแจ้งใช้ปืนใช้สไนเปอร์ด้วยซ้ำ เพียงแค่ศพเดียว คนอเมริกันที่มีพื้นฐานสิทธิเสรีภาพเต็มเปี่ยม ต่างไม่ยินยอมให้เรื่องเงียบหายลอยนวล และไม่ปล่อยให้ปัญหาการเหยียดหยามสีผิวเชื้อชาติ ไม่ได้รับการสะสางให้เป็นเรื่องเป็นราว

คนทั่วโลกก็ร่วมทวงความยุติธรรมให้ด้วย

อีกทั้งเมื่อการประท้วงเพิ่มดีกรีความโกรธแค้น เกิดการเผาจลาจล บุกพังห้างร้านปล้นชิงทรัพย์สิน

ทุกคนก็มองออกว่า นั่นคือ ความรุนแรงที่ไม่เกินคาด

ไม่มีการสร้างกระแสสร้างถ้อยคำเพื่อมุ่งทำลายว่า เป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง

1 ศพที่สหรัฐ หรือ 99 ศพในบ้านเรา

ถ้าประชาชนทุกคนไม่ยินยอมให้รัฐกระทำรุนแรงกับประชาชนด้วยกัน โดยใช้หลักสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ หลักมนุษยธรรม เข้ามามอง

ถอดคติการเมือง ถอดอคติความคิดความเชื่อระหว่างสี ถอดอคติทางชนชั้นระหว่างคนเมืองหลวงกับคนบ้านนอกชนบทออกไป

การใช้อำนาจเหิมเกริมของรัฐของเจ้าหน้าที่รัฐคงไม่สามารถทำได้อย่างง่ายดายหรือได้รับการสนับสนุนปกป้องต่อไป

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน