รองปลัด ยธ.เผยคดี 8 ขวบฉีกบัตรประชามติ ใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก กม.เด็กได้ อัดหน่วยงานเกี่ยวข้อง เป็นโรคขี้ขึ้นสมอง กลัวผิด 157 – เร่งหาทางใช้กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์เฟชบุ๊กถึงกรณี กกต. จ.กำแพงเพชร เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังเด็ก 8 ขวบ ฉีกบัญชีรายชื่อลงประชามติ และระบุว่าหากไม่ทำอาจต้องโทษฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา157
โดยมีข้อความระบุว่า กรณีที่เด็กอายุไม่เกิน 10 ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ต้องดำเนินการอย่างไร..?
กรณี กกต. จ.กำแพงเพชร เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังเด็ก 8 ขวบ ฉีกบัญชีรายชื่อลงประชามติยันหากไม่ทำ อาจต้องโทษฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่บัญญัติในวรรคท้ายให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 40(3) กรณีเด็กที่อยู่ในสภาพที่จำต้องได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกําหนดเด็กที่อยู่ในสภาพที่จำต้องได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ พ.ศ.2549 (1) เด็กที่ต้องหาว่ากระทําการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญา
ซึ่งเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับตัวเด็กแล้วเห็นว่าสมควรต้องสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวเพื่อหาวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่เด็ก ก็อาจส่งตัวเด็กไปสถานแรกรับก่อนได้หรือถ้าจำเป็นต้องให้การ
สงเคราะห์ก็ให้พิจารณาให้การสงเคราะห์ตาม… ตามมาตรา 42 แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่สมควรส่งตัวเด็กไปยังสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟู ก็ให้มอบตัวเด็กแก่ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ยินยอมรับเด็กไปปกครองดูแล โดยอาจแต่งตั้งผู้คุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กตาม หรือไม่ก็ได้ และเมื่อได้ปรึกษาหารือร่วมกับผู้ปกครองหรือบุคคลที่จะรับเด็กไปปกครองดูแลแล้วอาจจะวางข้อกำหนดเพื่อป้องกันมิให้เด็กมีความประพฤติเสียหาย หรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด โดยให้ผู้ปกครองหรือบุคคลที่รับเด็กไปปกครองดูแลต้องปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อตามความเหมาะสม ดังต่อไปนี้
(1) ระมัดระวังมิให้เด็กเข้าไปในสถานที่หรือท้องที่ใดอันจะจูงใจให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร
(2) ระมัดระวังมิให้เด็กออกนอกสถานที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือไปกับผู้ปกครอง
(3) ระมัดระวังมิให้เด็กคบหาสมาคมกับบุคคลหรือคณะบุคคลที่จะชักนำไปในทางเสื่อมเสีย
(4) ระมัดระวังมิให้เด็กกระทำการใดอันเป็นเหตุให้เด็กประพฤติเสียหาย
(5) จัดให้เด็กได้รับการศึกษาอบรมตามสมควรแก่อายุ สติปัญญา และความสนใจของเด็ก
(6) จัดให้เด็กได้ประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของเด็ก
(7) จัดให้เด็กกระทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม
หากปรากฏชัดว่าผู้ปกครองหรือผู้ที่รับเด็กไว้ปกครองดูแลละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตาม ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กรับเด็กกลับไปดูแลได้ตามมาตรา 44
นายธวัชชัยยังระบุด้วยว่า การดำเนินการใดๆ ทั้งหมดต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กที่ต้องได้รับการพัฒนาการตามวัยและได้รับการคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครับ จะอย่างไรก็ตามชีวิตของเด็กที่ก้าวพลาดก้าวผิดจังหวะ ด้วยความไร้เดียงสา เจนโลกไม่ถึงพร้อม และรู้เท่าไม่ถึงการ คงสับสนพิลึก รวมถึงบิดามารดา อีกทั้งหากเป็นคนยากจนและด้อยโอกาส คงเสียเวลาเดินทางไปมาหลายรอบระหว่างจังหวัดกับบ้านตนเอง คงมีทุนที่ต้องจ่าย ทั้งค่ารถ ค่ากิน และเสียรายได้รายวัน เป็นอย่างนี้เพราะประเทศไทยไปบรรจุโทษทางอาญาในในกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นกฎหมายทางเทคนิคมากกว่า 380 ฉบับ หน่วยงานกระบวนยุติธรรมต้นทาง กลางทาง และปลายทางก็ไม่กล้าตัดสินใจใช้ทางกระบวนการทางเลือก ทั้งที่มีช่องทาง เพราะเป็นโรคขี้ขึ้นหัวกลัวละเว้นตามมาตรา 157
#เดี๋ยวจะลองดูว่ากองทุนยุติธรรมจะช่วยอะไรได้บ้าง..?

