หน้าแรก การเมือง กป.อพช.อีสาน ...

กป.อพช.อีสาน ออกแถลงการณ์เรียกร้องกัมพูชา-ไทย เร่งสอบสวนอุ้ม ‘วันเฉลิม’ จี้ฟื้นร่าง กม.ป้องกันซ้อมทรมาน

8.06.20 | 14:46 น.

กป.อพช.อีสาน ออกแถลงการณ์เรียกร้องกัมพูชา-ไทย เร่งสอบสวนอุ้ม ‘วันเฉลิม’ จี้ฟื้นร่าง กม.ป้องกันซ้อมทรมาน

วันเฉลิม – เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอิสาน (กป.อพช.อีสาน) อ.เมือง จ.ขอนแก่น กป.อพช.อีสาน ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน จัดแถลงข่าวกรณีการหายตัวของผู้ลี้ภัยทางการเมือง กรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นายคุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว หรือทนายแดง เครือข่ายทนายความเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า กรณีนายวันเฉลิมเบื้องต้นนั้น หากดูตามสื่อจะพบว่าถ้าไม่อยู่ฝ่ายเดียวกันก็คิดว่าไม่เกี่ยว แต่หากพูดในหลักการแล้วประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีใน อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ซึ่งมีความผูกมัด ผูกพันกัน และอีก 5 ปีต่อมาไทยได้ร่วมลงนามใน อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ซึ่งไม่ได้มีความผูกมัด ผูกพันโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในข้อผูกพันดังกล่าว ประเทศต่างๆ ที่เป็นภาคีหรือลงนามเข้าร่วมต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรม โดยมีกฎระเบียบ กฎหมาย ซึ่งหลักการของ 2 อนุสัญญาดังกล่าวคือ 1.ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 2.ต้องนำตัวคนผิดมาลงโทษ อย่าให้ลอยนวล 3.ต้องเยียวยาผู้เสียหาย

นายคุ้มพงษ์กล่าวว่า ในยุคแรกๆ ประเทศไทยมีความพยายามอย่างมาก โดยเฉพาะกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งทำงานร่วมกับหลายฝ่าย สามารถผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายได้อย่างดี จนกระทั่งเรื่องนี้เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปี 2562 และตกไปโดยปริยาย โดยหลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวคือการแก้ไขกฎหมายอาญา มีการเพิ่มโทษเป็นโทษหนัก

“หากพิสูจน์ได้ว่านายวันเฉลิมถูกอุ้มหายจริง รัฐบาลไทยโดยกฎหมายแล้วมีภาระหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชนไทยไม่ว่าจะอยู่ซอกหลืบไหนของโลก โดยร่าง พ.ร.บ.นี้จะเป็นรูปธรรมขึ้นมาว่าคุณจะคุ้มครองอย่างไร ขั้นตอนประสานงานกับตำรวจสากลเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือการดำเนินคดีเป็นอย่างไร ต้องเอาคนผิดมาลงโทษ และมีกระบวนการคุ้มครองเยียวยาผู้เสียหาย” นายคุ้มพงษ์กล่าว

นายณัฐวุฒิ กรมภักดี กรรมการ กป.อพช.อีสาน กล่าวว่า มีคนพยายามทำให้การอุ้มหายเป็นประเด็นเฉพาะบุคคล แต่กลุ่มที่ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือเพื่อสังคมพยายามชูประเด็นการอุ้มหาย การบังคับสูญหายว่าไม่ใช่เรื่องตัวบุคคลอย่างเดียว ช่วงปีที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์มาตลอด ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่ขอนแก่นเคยมีการรณรงค์เรื่องลุงสมบัด สมพอน นักกิจกรรมพัฒนาของลาวที่ถูกบังคับอุ้มหาย โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ตั้งแต่ จ.ขอนแก่น หนองคาย ไปจนถึงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า กรณีพ่อเด่น คำแหล้ นักต่อสู้สิทธิที่ดินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เครือข่ายภาคประชาชน โดยเฉพาะในภาคอีสานพยายามรณรงค์ว่าไม่มีใครสมควรโดนอุ้มหายไป กระทั่งกรณีนายวันเฉลิม ซึ่งเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ทำเรื่องสังคม เยาวชนมาตลอด ไม่ใช่อยู่ดีๆ มามุ่งเรื่องการเมือง ดังนั้น การรณรงค์เรื่องการไม่ปล่อยให้ใครถูกบังคับสูญหายจึงเป็นเรื่องสากลที่ควรทำได้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นข้อกล่าวอ้างว่าไม่เกี่ยวการเมือง

Advertisement

“เราต้องทำให้สังคมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปิดบัง ซ่อนเร้น เราอยากให้สังคมรู้ว่าการที่คนคนหนึ่งหายไปโดยการถูกบังคับเป็นเรื่องไม่ปกติ ต้องออกมารณรงค์กันให้เป็นเรื่องปกติ สิ่งนี้สำคัญมาก ผมอยากย้ำจุดยืนว่าเราไม่ได้เพิ่งออกมาในกรณีคุณวันเฉลิม แต่เราเคลื่อนไหวตั้งแต่รุ่นพี่ รุ่นทนายสมชายมาเรื่อยๆ จนถึงคุณวันเฉลิม ดังนั้น เวลาเราบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องการเมือง ผมว่ามันไม่ใช่อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ควรย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ควรมีใครถูกบังคับสูญหาย โดยเฉพาะถูกบังคับสูญหายโดยมีข้อบ่งชี้หรือเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำของรัฐ ไม่ว่าจะรัฐส่วนไหนของโลกใบนี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

ด้านนายถนัด แสงทอง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน อ่านแถลงการณ์ซึ่งลงนามโดย 14 เครือข่าย ดังนี้ จากกรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาถูกกลุ่มคนร้ายอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอย เกิดการบังคับจับตัวขึ้นรถยนต์หน้าคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นที่พักใจกลางเมืองหลวง เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.63 จนบัดนี้ยังไม่มีการพบตัวหรือการเคลื่อนไหวใดๆ ในการสอบสวน หรือติดตามจากทางการกัมพูชาหรือไทย การหายตัวไปอย่างกะทันหันของนายวันเฉลิมเป็นเหตุการณ์รุนแรงและน่าตกใจอย่างยิ่ง กป.อพช.อีสานถือว่าการกระทำอุกอาจนี้เป็นการบังคับให้สูญหาย เป็นอาชญากรรมร้ายแรงทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ หรืออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

นายถนัดกล่าวว่า กป.อพช.อีสาน ขอประณามการกระทำดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวน สอบสวนติดตามการหายตัวไปของนายวันเฉลิม เช่นเดียวกับทางการไทยที่ต้องเร่งสืบสวนด้วยเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย แม้ว่านายวันเฉลิมจะเป็นผู้ต้องหาตามความผิดของ พ.ร.บ.คอมพ์ และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ของทางการไทยก็ตาม

“นอกจากนี้ กป.อพช.อีสานยังขอให้รัฐบาลไทยเร่งผลักดันให้เกิดร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อปรับกรุงกฎหมายของไทยให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของไทยให้ก้าวหน้าและมีความอารยะมากขึ้น

“ที่สำคัญคือรัฐบาลไทยต้องแสดงความจริงใจที่จะยุติหรือไม่ใช้ความรุนแรง และการไล่ล่านอกระบบกฎหมายต่อบุคคลที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในไทยหรือผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ” นายถนัดกล่าว