เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน รายงานข่าวแจ้งว่า นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เสียชีวิตเมื่อเวลา 19.10 น. ในวัย 72 ปี หลังป่วยด้วยโรคมะเร็งที่โคนลิ้นและเข้ารับการรักษาตัวอย่างต่อเนื่องนานราว 5 ปี โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ บุตรสาว ได้เผยแพร่ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงอาการป่วยของบิดาซึ่งพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โดยระบุว่าไม่สามารถย้ายไปยังห้องพิเศษได้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
นางสาวธิษะณาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า ตนภาคภูมิใจที่เกิดเป็นบุตรสาวของนายไกรศักดิ์ หากชาติหน้ามีจริง ขอให้เกิดเป็นลูกพ่อทุกชาติไป
ทั้งนี้ นายไกรศักดิ์เป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และนักเคลื่อนไหวด้านประชาสังคม รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
นายสุรพงษ์ กองจันทึก เขียนคำนำในหนังสือ ‘ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ชีวิต มุมมอง ความคิด’ ซึ่งเพิ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ ถึงนายไกรศักดิ์ ดังนี้
ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่าและความหมาย แต่คุณค่าและความหมายมีแตกต่างกัน มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่การตีความ ถึงที่สุดแล้ว คุณค่าและความหมายนั้นขึ้นอยู่กับการ “เลือก” ที่จะใช้ชีวิตอย่างไร เพื่ออะไร
72 ปีที่ผ่านมา ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ แน่นอนในคุณค่าที่เลือก และชัดเจนในความมุ่งหมายของชีวิต
คนไม่ธรรมดา
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ มาจากตระกูลใหญ่และทรงอิทธิพลมากที่สุดตระกูลหนึ่งของประเทศไทย ทั้งจากสายพ่อ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และสายแม่ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ
เติบโตอย่างลูกชายนายทหารใหญ่จากระบบ “ทหาร” ภายในค่ายทหาร ขณะเดียวกันก็เติบโตจากระบบ “ตำรวจ” ในฐานะหลานรักของนายตำรวจใหญ่ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เจ้าของวลีสำคัญ ภายใต้แสงอาทิตย์ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้
ได้รับการศึกษาอย่างดีจากสถาบันการศึกษาชั้นสูงมีชื่อในประเทศและต่างประเทศ ทั้งอาร์เยนตินา สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส
สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และเยอรมัน
มีความรู้และความสนใจหลากหลายทำให้กลายเป็น นักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักการทูต นักการเมือง นักสันติภาพ นักสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชน นักดนตรี ช่างภาพ จิตรกร
เป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการในประเทศ ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก และกำกับทิศทางการต่างประเทศในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา
จากพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์ สามารถเอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเต็มที่ แต่ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณเลือกที่จะเป็น
คนธรรมดา
ที่คบหากับ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน ศิลปิน ชาวบ้าน ชนกลุ่มน้อย คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ
ปฏิเสธระบบ “ทหาร” และ “ตำรวจ” ซึ่งใช้อำนาจเป็นใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ “เผด็จการ” จากการรัฐประหารที่รวมศูนย์อำนาจ
ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ประชาชนคนเล็กคนน้อยตามระบบประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวมไม่ใช่เพียงกลุ่มผลประโยชน์ ตามแนวคิดสังคมนิยม
ไม่เพิกเฉยและร่วมทุกข์ร้อนไปกับชีวิตของประชาชนผู้เดือดร้อนในสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษ ในหลายกรณีที่ครอบครัวในอดีตมีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งการเสียชีวิต การสูญหายแก่ประชาชน
ทั้งหมด ไม่ใช่การเป็น “ขบถ” แต่เป็น “สำนึก” และ “ความรับผิดชอบ” ที่มีในฐานะมนุษย์ต่อมนุษย์
ชีวิต มุมมองและความคิดของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ จากการเรียบเรียงของกุลธิดา สามะพุทธิ ไม่เพียงแต่ให้เราเห็นความเป็นคนหรือมนุษย์ในคนหนึ่งคน แต่ยังเห็นการเป็นไปของสังคมทั้งไทยและโลกอย่างชัดเจน ตลอดช่วง 72 ปีที่ผ่านมาด้วย
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ยังไม่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชายขอบ คนเล็กคนน้อย 72 ปีของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บอกเราถึงสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมนุษยธรรมที่จะ “เลือก” ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย

