09.00 INDEX สภาวะ อับตัน พลังประชารัฐ สภาวะ อับตัน “กลุ่ม 4 กุมาร”
การเลือกหนทางให้ 18 กรรมการบริหารพรรคยื่นใบลาออกเมื่อวัน ที่ 1 มิถุนายน คือบาทก้าวสำคัญทำให้พรรคพลังประชารัฐเดินเข้าสู่จุดอับในทางการเมือง
เพราะไม่เพียงแต่เผยให้เห็นว่าหนทางในการกดดันด้วยการขอร้องกันอย่างนิ่มนวลได้จบลงอย่างพื้นฐาน
หากแต่ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างสูงให้กับ”กลุ่ม 4 กุมาร” ไม่ว่าจะเป็น นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เพราะมีทางเลือกเหลือน้อยลงเป็นลำดับ
หากแต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ ทำให้เกิดการปะทะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างมิอาจปฏิเสธได้
เพราะแม้ในที่สุดอำนาจในการปรับครม.จะเป็นของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่การเปลี่ยนตัวหัว หน้าพรรคคือประตูอันนำไปสู่การปรับครม.
ขณะที่การปรับครม.คือการยอมรับต่อความผิดพลาดและล้มเหลวในทางการเมือง
ปมเงื่อนจึงมิได้อยู่ที่ว่าจะมีการปรับครม.หรือไม่ และหากมีการปรับครม.แล้วจะปรับอย่างไร จะบริหารจัดการกับ”กลุ่ม 4 กุมาร” อย่างไร
เนื่องจากการยื่นใบลาออกของ 18 กรรมการบริหารพรรคคือ ประตูใหญ่ ประตูสำคัญก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องชู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมา
การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคนั่นแหละจะเผยให้เห็นขุมกำลังอย่างเป็นจริงภายในพรรคพลังประชารัฐว่าดำเนินไปอย่างไร และอยู่ในมือของใคร
แม้จะรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใครไปไม่ได้นอก เสียจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่ชื่อของเลขาธิการพรรคต่างหากที่จะสะท้อนให้เห็นการประนีประนอมอำนาจอย่างแท้จริง
ตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคนั่นแหละคือประตูบานที่ 2 ในทางการเมือง
ตอบได้ว่าจะปรับครม.หรือไม่ปรับครม.
เหมือนกับว่าการปรับครม.จะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรกับ “กลุ่ม 4 กุมาร”
และโจทย์สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ จะทำอย่างไรกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
โจทย์นี้มีผลอย่างลึกซึ้งต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

