‘เลขาฯ สมช.’ เผย เคอร์ฟิวหมดฤทธิ์คืนที่ 14 มิ.ย.นี้ “ผับ-บาร์-อาบอบนวด ” รอลุ้น 1 ก.ค. อย่ารังเกียจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดูแล้วก็อาจจะน่ากลัว ก็ยกเลิกเคอร์ฟิวให้แล้วมีหรือไม่มีแทบจะไม่ต่าง
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการลดการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้สัมภาษณ์ในรายการ NBTรวมใจสู้ภัยCOVID-19 ว่า ตั้งแต่คืนวันที่ 14 มิถุนายนเป็นต้นไปจะถือว่าไม่มีเคอร์ฟิวแล้ว และทุกมาตรการที่ได้รับการผ่อนคลายจะมีผลในวันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป
“ในคืนวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนจะถือว่าไม่มีเคอร์ฟิวแล้ว อย่างไรก็ตามเรายังไม่อนุญาตให้มีการมั่วสุมชุมนุม เพราะยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมหากพบผู้กระทำผิด เรายกเลิกเคอร์ฟิวเพื่อให้การดำเนินชีวิตกลับสู่ปกติมากที่สุด คนหาเช้ากินค่ำหรือคนทำงานดึกก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องรีบกลับบ้านอีก ”
ส่วนผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ยังไม่ได้รับการผ่อนปล้นให้เปิดกิจการนั้น ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจก็ต้องเตรียมวางแผนดำเนินกิจการตามแนวทางนิวนอร์มอล ผมคิดว่ากิจการเหล่านี้อีกไม่กี่วันอาจจะได้รับการผ่อนคลายแต่ก็ต้องดูว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรและผู้ประกอบกิจการต้องแสดงความพร้อมและความปลอดภัยอย่างชัดเจน โดยหลังจากนี้เราจะเข้าไปพูดคุยกับกิจการเหล่านี้เพื่อตรวจสอบว่ามีความพร้อมหรือไม่อย่างไร หากมีความพร้อมเร็วก็เปิดเร็ว อาจจะได้รับการพิจารณาอย่างเร็วที่สุดก็คือวันที่ 1 กรกฎาคม หากมีความจำเป็นที่ต้องช้าไปกว่านั้นก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการที่ต้องมานำเสนอให้เรามั่นใจได้ว่าธุรกิจของท่านหรือกิจการที่รับผิดชอบอยู่เมื่อเปิดแล้วจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะควบคุมโรคได้ หากสร้างความมั่นใจได้มากก็สามารถเปิดได้ในที่สุด เพราะกิจการประเภทนี้ในต่างประเทศเป็นสาเหตุหนึ่งของการระบาดรอบที่สองซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
“ส่วนจะต่อหรือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังเร็วเกินไปที่จะพูด คงต้องรอประมาณปลายเดือนมิถุนายน จึงจะสามารถพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจดีว่าเวลาพูดถึงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดูแล้วก็อาจจะน่ากลัว แต่พอไปดูมาตรการต่างๆ ที่เราใช้ แทบจะไม่ได้มีอะไรเลย เพราะตอนนี้เราก็ยกเลิกเคอร์ฟิวให้แล้วมีหรือไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แทบจะไม่ต่าง เรามีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้การทำงานของทุกส่วนราชการเป็นเอกภาพมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น เป็นไปในทิศทางเดียวกัน บางคนก็บอกว่า พ.ร.บ.โรคติดต่อ ก็ใช้ได้ แต่หากไปศึกษาในรายละเอียดกฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เพื่อการแก้ไขเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถกำหนดมาตรการในการป้องกันเหมือนที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำได้ เช่น การบริหารจำกัดคนเข้าสู่ราชอาณาจักร ที่มีการจำกัดคนเข้าออกประเทศของเรา เหตุผลที่เราประสบความสำเร็จได้ก็เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงอย่าไปรังเกียจรังงอนถึงขนาดต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประเด็นคือมีกฎหมายอื่นที่มีประสิทธิภาพเท่านี้หรือไม่ หากมีผมก็ไม่มีปัญหา “

